หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | การเมือง
 

6 ปมร้อน คว่ำ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จับตา 'รัฐตำรวจ' คืนชีพอุ้มเสื้อแดงพ้นผิด!

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
7 กรกฎาคม 2554 08:16 น.
6 ปมร้อน คว่ำ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จับตา 'รัฐตำรวจ' คืนชีพอุ้มเสื้อแดงพ้นผิด!
        6 ประเด็นร้อนล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เด็ก พท.มั่นใจ 265 สุดปึ้กพาเพื่อไทยขี่คอพรรคร่วมคุม 10 กระทรวงหลักเดินหน้าโครงการฉลุย พร้อมคลายปมร้อน เบรกแม้ว กลับไทยปล่อยคุมเกมเมืองต่างประเทศ แหล่งข่าวความมั่นคง เชื่อ 1 ปีไปได้สวย เชื่อแตะ 2 ปมร้อน “พระวิหาร -นิรโทษกรรมคดีอาญาแม้ว” พันธมิตรฯ คืนกลุ่มฮือต้านแน่ ฟันธงนโยบายขายฝันทำไม่ได้คะแนนสวิงกลับ รัฐตำรวจยุคแม้วคืนชีพช่วยอุ้มแดง ฟันธงรัฐบาลยิ่งลักษณ์คว่ำหากสะดุดขาตัวเอง..
       
       ด้วยชัยชนะท่วมท้นของพรรคเพื่อไทย จนกลายเป็นพรรคเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลด้วยยอดร่วมในขั้วนี้ทั้งสิ้น 299 ที่นั่ง เสถียรภาพรัฐบาลถือว่าแข็งแรงอย่างยิ่งเพราะด้วยลำพังของพรรคเพื่อไทยที่หอบ ส.ส.เข้าสภาได้กว่า 265 เสียงก็ถือว่ามากแล้ว รวมถึงภาพลักษณ์ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่สามารถเอาชนะใจมวลชนได้จนกระแสของพรรคแรงยากที่จะต้านทาน
       
       แน่นอนว่าในขั้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับเทียบเชิญมีทั้งหมด 299 เสียง ประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย 265 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 19 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 พรรคพลังชล 7 พรรคมหาชน 1 เสียง การจั้งตั้งรัฐบาลและชูมือโหวตยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและ นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ก็ไม่ยากนัก แต่หลังจากนั้นยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดู
       
       กกต.ไม่เล่นงาน
       ผ่าน 475 เสียง
       
       ดังนั้น การชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น รวมถึงการเปิดประชุมสภาในครั้งแรกด้วยยอด ส.ส.475 ที่นั่ง ก็ถือว่ายังคงสามารถเปิดได้ แม้ว่าจะยังมีช่องว่างจากกรณีการแจกใบแดง-เหลืองก็ตาม แต่คาดว่าจะมี ส.ส.ที่ถูกพิจารณาโทษดังกล่าวไม่สูงมากนัก แม้แต่การณณรงค์โหวตโนที่สามารถส่งสัญญาณในเชิงสัญลักษณ์ได้แต่ผลทางกกฎหมายนั้นไม่มีผลแต่อย่างใด
       
       รวมไปถึงกระบวนการร้องเรียนที่พบเห็นก็มีเพียงจากผู้สมัครที่พ่ายแพ้เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ทั้งจากข้าราชการและประชาชนก็ยากที่จะยื่นหลักฐานในการฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าว จึงคาดว่าจะสามารถเปิดประชุมสภา ลงมติเลือกนายกรับฒนตรีและจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ยาก
       
       “การเดินหน้าเปิดสภาโหวตนายก ไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลไม่น่าจะมีปัญหา แม้ว่าจะมีส.ส.บางส่วนถูกใบแดงก็ตาม ตัวเลข 475 คน แต่ก็ยังพอมีตัวเลขที่จะดำเนินการได้ ช่วงเวลาที่เหลือนี้ไม่น่าจะมีเหตุการณืหรืออุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นได้แล้ว” ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าว
       
       ดังนั้น ท่ามกลางการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และรอการเปิดประชุมสภานัดแรกหรือตามกำหนดการครั้งการเลือกตั้งแล้วเสร็ 30 วัน ก็ไม่น่าจะมีเหตุกาณณ์แทรกซ้อนใดๆ ได้แล้ว
       
       มั่นใจเสียงแข็ง ขี่คอพรรคร่วม
       
       ดังนั้น ด้วยตัวเลข ส.ส.ในมือสูงมากของพรรคเพื่อไทยที่ 265 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลจึงอยู่ในสภาพที่ไม่อาจต่อรองอะไรได้มากนัก หรือเป็นเพียงใบเฟิร์นประดับแจกันเท่านั้น และการประกาศคุม 10 กระทรวงหลัก ซึ่งก็เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง และไม่มีปัญหาด้านเอกภาพเหมือนกับรัฐบาลหลายพรรคที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่จดจำได้เป็นอย่างดีกับปัญหานี้
       
       “ก่อนหน้านี้มีการมองว่าพรรคขนาดกลาง-เล็กจะเป็นตัวชี้ขาดการเมือง แต่เมื่อเสียงมาทางเพื่อไทย จึงทำให้เวลานี้สามารถที่จะคุมกระทรวงหลักๆได้ โดยจะลดปัญหาในการทำงานร่วมกันหรือการผลักดันนโยบายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะไม่ประสบเหตุเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” สงวน พงษ์มณี ว่าที่ ส.ส.ลำพูนกล่าว
       
       รวมไปถึงเอกภาพภายในพรรคที่แม้ว่า ในช่วงก่อนหน้านี้จะเกิดความขัดแย้งภายในพรรคโดยเฉพาะระหว่างสายที่สนับสนุนยิ่งลักษณ์ และสายที่ไม่สนับสนุนแต่ด้วยกระแสของยิ่งลักษณ์จึงเท่ากับว่าเป็นการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน และแรงต้านภายในพรรคก็ลดงลงไปพอสมควร รวมถึงบุคลิกภาพของยิ่งลักษณ์ ที่ค่อนข้างอ่อนน้อม และประสานประโยชน์กับกลุ่มต่างๆได้ดี รวมถึงการรับฟังความเห็นจากที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญได้เป็นอย่างดีจึงทำให้ไม่เป็นปัญหามากนัก
       
       รัฐบาลไม่เดินเผือกร้อน
       ยืมมือลุยแทน
       
       ทว่า ยังต้องมองว่า ปัจจัยร้อนที่พรรคเพื่อไทยจะต้องเฝ้าระวังนั้นยังมีหลายปมที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกับการนิรโทษกรรม อันถือว่าเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยวางไว้เป็นนโยบายแรกในการหาเสียง ทั้งการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่มีโทษในทางการเมืองนับตั้งแต่ 19 ก.ย.49 เป็นต้นมาซึ่งหมายรวมถึงทั้งผู้ชุมนุมและยังรวมไปถึงการตัดสิทธิทางการเมืองของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ซึ่งก็ถือว่าต้องเผชิญแรงเสียดทานจำนวนมากทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนอย่างหนักแน่นอน
       
       แน่อนว่า คนในพรรคเพื่อไทยย่อมตระหนักดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในการดึงดันและแข็งขืนจนเกิดแรงต้านจากสังคมอย่างรุนในดังเช่นในยุคของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดังนั้น ในรอบนี้กระบวนการดังกล่าวจึงอยู่ในแนวทางที่เผชิญความเสี่ยงน้อยที่สุด ทั้งส่วนหนึ่งการมอบหมายให้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดย ศ.คณิต ณ นคร เป็นเจ้าภาพหลักดูแลต่อไป รวมถึงการเพิ่มเติมจากชุดของสมศักดิ์ บุญทอง อดีตรองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเข้าไปอีกด้วย
       
       “ทั้งกรณีเสื้อแดงก็ปล่อยให้อ.คณิตทำงานเพียงแต่เพิ่มเติมกรรมการ หรือต้องการสมานฉันท์แก้รัฐธรรมนูญก็ให้ฝั่งนิตบัญญติที่เคยทำ ทั้งชุดของคุณดิเรก ถึงฝั่ง ซึ่งกระบวนการต่างๆจะเดินหน้าต่อไป โดยที่รัฐบาลบหรือคุณยิ่งลักษณ์จะไม่ไปเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งใครจะออกมาต้านก็คงไม่ถูกนักเพราะนี่คือคนกลางที่กลุ่มต่างๆ ยอมรับ” ว่าที่ ส.ส.ลำพูนกล่าว
       
       ขณะที่แนวทางการนิรโทษกรรม หรือการแก้ไขกฎหมาย ยังคงใช้แนวทางใช้ การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ รวมถึงการใช้แนวทางของคณะหกรรมการชุดต่างๆที่ถูกจัดตั้งมาแล้ว อาทิ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศของ นพ.ประเวศ วะสี หรือการเดินหน้าสมานฉันท์ในชุดของ ส.ว.ดิเรก ถึงฝั่ง
       
       ขณะที่การรณรงค์แก้ไขรํฐธรรมนูญในมาตราที่ค่อนข้าสงสุ่มเสี่ยงและมีกระแสต้านของสังคมค่อนข้างสูง ในกรณีแก้มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นราชวงศ์ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวโดยคนเสื้อแดงบางกลุ่มจะต้องถูกแช่แข็งไว้เพื่อมิให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้
       
       ปมพระวิหาร แม้วช่วยได้
       
       ขณะที่ปมสำคัญไม้แพ้กันก็คือ กรณีปัญหาพิพาทพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ต้องยอมรับว่าจุดสำคัญมาจากการที่ในอดีตที่รัฐบาลกัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหากสถานการณ์เดินหน้าไปในแนวทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนย่อมต้องผจญกับคะแนนนิยมที่ลดต่ำลงรวมถึงการประกาศชุมนุมอย่างเต็มที่โดยพันธมิตรอย่างแน่นอน
       
       แต่ในช่วงการตั้งไข่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ถือว่าจะไม่ถูกเคลื่อนไหวกดดันทั้งในทางตรงและทางออ้อมจากกัมพูชาอย่างน่อน โดยเฉพาะจากท่าทีของฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาที่แสดงความยินดีภายหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งสายสัมพันธ์ของพ.ต.ท.ทักษิณจะช่วยให้ยิ่งลักษณ์ผ่านมรสุมระหว่างประเทศนี้ไปได้
       
       “ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาย่อมที่จะช่วยให้คุณยิ่งลักษณ์ทำงานได้ในช่วงแรก แต่เมื่อไหร่ที่ถึงจุดแตกหักหรือเสียงต่อการเสียดินแดนก็เชื่อว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ยังมีความเสี่ยงอยู่” แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุ
       
       แต่ทว่า หากคุณยิ่งลักษณ์ยังไม่เลือกที่จะแตะในประเด็นที่อ่อนไหวหรือเพลี่ยงพล้ำในการบริหารประเทศอย่างหนักในช่วงต้นปีแรกคาดว่าจะอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา โดยที่ปมอื่นๆจะส่งผลกระทบรัฐบาลในเชิงลบในช่วง 1 ปีผ่านไปเป็นอย่างน้อย

6 ปมร้อน คว่ำ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จับตา 'รัฐตำรวจ' คืนชีพอุ้มเสื้อแดงพ้นผิด!
        นโยบายขายฝัน
       ฐานเสียงเมินระยะยาว
       
       ขณะที่ในมุมของนโยบายประชานิยมและโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ถูกจับตามองอย่างมาก ทั้งโครงการจำนำข้าว เงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน การขึ้นค่าแรงค่าแรง 300 บาทต่อวัน หรือโครงการเมกะโปรเจกที่วงเงินไม่ต่ำกว่า 2ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการในนโยบายที่สามารถทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อนมากนักเป็นลำดับต้นๆ
       
       แต่ผลลัพธ์ของนโยบายต่างๆที่จะออกหรือส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลจะเกิดขึ้นในระยะกลาง-ยาว เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากการการขึ้นค่าแรง หรือการจ้างงานภาคเอกชนที่ไม่ว่าจ้างในอัตราค่าแรงที่สูงได้ ซึ่งสุดท้ายจะหมุนวนกลับมาในเรื่องของปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่สูงจากการใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง
       
       รวมถึงหากสุดท้ายนโยบายต่างๆ ไม่ได้รับการตอบสนองก็มีความเสี่ยงสูงที่คะแนนจะพลิกผันซึ่งส่งผลโดยตรงต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน เนื่องจากความคาดหวังที่สูงนั้นพังทลายลง
       
       เบรกแม้วกลับไทย
       
       ขณะที่การกลับสู่ประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถือว่าเป็นปมร้อนอันดับต้นๆที่พรรคเพื่อไทยทราบดี และคนในพรรคเพื่อไทยยิ่งลักษณ์ย่อมทราบดี จึงจะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษฺณประกาศอยู่บ่อยครั้งในช่วงหลังว่าจะไม่กลับไทยหากยังเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในสังคมท่าทีดังกล่าว ที่เสมือนการเด้งเชือกหนีปมร้อนปัจจัยเสี่ยงในยามที่น้องสาว ยิ่งลักษณ์ กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมากนัก
       
       “การทำงานจะถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรกมารบริหารพรรคและทีมที่ปรึกษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถเคลื่อนไปได้โดยไม่มีปัญหา แต่ในจุดสำคัญก็จะได้รับการชี้แนะโดย พ.ต.ท.ทักษิณ และที่สำคัญคุณยิ่งลักษณ์ที่ถูกสร้างมาโดยพ.ต.ท.ทักษฺรก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีจนพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ต้องกลับมาเมืองไทยในช่วงนี้ก็ได้” สงวน ระบุ
       
       ปมกฎหมายยังน่าห่วง
       
       ขณะที่ปมส่วนตัวของยิ่งลักษณ์กับกรณีการให้การเท็จในคดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งถูกแก้วสรร อติโพธิ และนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอร์รัปชันทักษิณ (คนท.) เดินหน้าตรวจในเรื่องดังกล่าวทั้งการยื่นเรื่องเพื่อตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกียวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งสำนักงานคณะกรรมการตลาดกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อัยการไปจนถึงกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งยังคงเป็นชนักติดหลังที่สุ่มเสี่ยงต่อเก้าอี้นายกของยิ่งลักษณ์ แต่ก็ยังอยู่ในยระยะยาวเนื่องจาก คดียังกล่าวยังไม่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด
       
       “แต่เมื่อคดีดังกล่าวหากถึงที่สุดในทางร้ายต่อยิ่งลักษณ์ คดีดังกล่าวก็ถือว่ากระทบเฉพาะตัวยิ่งลักษณ์เท่านั้น มิได้ส่งผลกระทบต่อพรรคแต่อย่างใด ซึ่งคุณทักษิณก็ยังสามารถเลือกหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมคนใหม่ได้ แต่กว่าที่คดีดังกล่าวจะเดินหน้าก็ถือว่าค่อนข้างใช้เวลา” ดร.เจษฎ์ ระบุ
       
       ช่วยคดีอาญาแม้ว
       พันธมิตรฯ ฮือแน่
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประกาศนิรโทษกรรมจะค่อนข้างสุ่มเสี่ยง แต่คดีทางการเมืองในกรณีการเพิกถอนสิทธิบ้านเลขที่ 111 และ 109 หรือผู้ร่วมชุมนุมทั้งในกลุ่มของคนเสื้อแดงและพันธมิตรฯซึ่งถือว่าอาจสร้างความวิตกต่อสังคมและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้
       
       แต่ฟางเส้นสุดท้าย ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องหวั่นวิตกมากที่สุดก็คือ การเปิดประเด็นนิรโทษกรรมคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งยากที่จะทำได้รวมถึงยังมีคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมค้างกว่า 6 คดีจึงยากที่จะนิรโทษกรรมดังกล่าวได้ และจุดนี้เอง แม้ว่าในช่วงหลังที่พันธมิตรและกลุ่มต้านพ.ต.ท.ทักษิณจะอ่อนแรงลงแต่หากหยิบประเด็นดังกล่าวพันธมิตรจะสามารถกลับมารวมตัวและต่อต้านการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างแน่นอน
       
       รัฐตำรวจคืนชีพ
       “เพรียวพันธุ์” ผงาด
       
       ขณะที่กลไกลหนึ่งซึ่งเคยรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุดในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณกับรูปแบบของรัฐตำรวจ อาจจะมีการคืนชีพอีกครั้ง เนื่องจ่ากต้องไม่ลืมว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีกลไกลต้นทางอยู่ที่ตำรวจ การเปลี่ยนหรือแตต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในช่วงใกล้ฤดูจะเข้ามาถึงชื่อของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อาจถูกส่งไปนั่งในตำแหน่ง สำนักนายกรัฐมนตรี และดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ที่ปรึกษา สบ 10 ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2555 นี้ซึ่งยังพอมีเวลาที่จะทำได้ เนื่องจากอาวุโสของ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ก็สามารถขึ้นสู่ตำหน่งดังกล่าวได้ และยิ่งได้แรงหนุนจากคนในตระกูลชินวัตรก็เป็นเรื่องไม่ยากเลย
       
       “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ก็อยากเป็นมานาน และช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีอย่างที่สุด รวมถึงอาวุโสได้ แรงหนุนมี อายุราชการยังเหลือก็ถือว่าเพียงพอต่อ และหากมองไปยังเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในมือตำรวจก็อาจถูกชะลอหรือเป่าได้โดยเฉพาะคดีของคนเสื้อแดง” แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุ
       
       รวมถึงฐานมวชนในหมู่ข้าราชการตำรวจก็ค่อนข้างตอบรับคนในตระกูลชินวัตร การสับเปลี่ยนดังกล่าวจึงอาจไม่มีแรงต้านมากนัก
       
       จับตา “ยิ่งลักษณ์แตะทหาร”
       
       แต่ที่ต้องจับตาและกอาจถูกโยกย้ายก็คือ ข้าราชการพลเรือน ซึ่ง ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศา เป็นแรกอันดับต้นๆที่จะถูกสั่งโยกย้ายในฤดูกาลที่จะมาถึงไปจนถึง ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งหากการเปลี่ยนที่ค่อนข้างอุกอาจและไม่มีเหตุผลดีพอก็อาจจะสร้างแรงกระเพื่อมในวงการได้แต่ก็อาจไม่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาล
       
       แต่ในมุมของกองทัพกับตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่พรรคเพื่อไทยจำต้องใช้กลวิธีที่ค่อนข้างละมุนละม่อม ซึ่งแม้ว่าคนในพรรคเพื่อไทยจะเชื่อว่าบรรดา สมาชิกเตรียมทหารรุ่น 10 โดยเฉพาะ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ซึ่งอาจนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและสามารถปรับกองทัพครั้งใหญ่ได้
       
       แต่ก็อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากกระบวนการในการเสนอชื่อผบ.ทบ.คนใหม่ แทน ประยุทธ์ นั้นอาจไม่ง่ายนักและอาจสร้างแรงกดดันจากรัฐบาลได้ โดยเฉพาะขั้นตอนการเสนอชื่อที่ต้องผ่านกระบวนการและหากไม่มีเหตุผลในการเปลี่ยน ผบ.ทบ.ที่เหมาะสมจริงอาจจะต้องเผชิญความกดดันอย่างหนัก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณในการเสนอชื่อ ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แทน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าฯ สตง.ซึ่งหากเกิดขึ้นอีกครั้ง อาจเป็นการยากที่ยิ่งลักษณ์จะต้องรับมือ
       
       ปชป.ขีดเส้น 3 เดือน
       พิสูจน์ฝีมือ
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับยิ่งลักษณ์ที่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองและขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯด้วยเวลาที่ถือว่าสั้นที่สุด หรือเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น ก็ได้นั่งในตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายการเมือง แต่การเมืองในช่วงของการเลือกตั้งที่การรับมือ การปราศรัยถูกเตรียมความพร้อมโดยทีมงานในทุกสาขาซึ่งรูปแบบของผู้หญิงที่ประนีประนอมและอ่อนหวานจึงสามารถช่วยให้ผ่านพ้นในการหาเสียงเลือกตั้งไปได้เพียงทำตามสคริปต์ที่ได้วางไว้
       
       แต่การเมืองในยามที่เป็นนายกรัฐมนตรียังคงเป็นบทพิสูจน์ที่ค่อนข้างยาก แม้ว่าจะมีระยะเวลาในช่วงแรกประมาณ 3-6 เดือน ในการปรับตัวแต่ทุกสิ่งในแวดวงการเมืองถือว่ายังคงเป็นมือใหม่อย่างมาก ก็อาจทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องประสบปัญหาได้ ทั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การปรากฎตัวบนเวทีระหว่างประเทศ ที่ไม่อาจพึ่งพาผู้ใดได้ช่วงระยะเวลานี้จึงต้องมองว่ายิ่งลักษณะจะสามารถพัฒนาตนเองให้รอดไปได้หรือไม่ เนื่องจากมิใช่ตัวแทนของครอบครัวชินวัตรเท่านั้น หรือเพียงการนำพรรคพรรคเพื่อไทยแต่คือ การนำพาประเทศไทยที่เป็นเรื่องไม่ง่ายอย่างแน่นอน
       
       “ช่วงหาเสียงเลือกตั้งอาจถูกจัดวางบุคลิก ท่าทาง สคริปต์การพูด ซึ่งไม่ยากนักเพราะมีเพียงมุมเดียวในการเสนอต่อมวลชนในการหาเสียง แต่เมื่อเป็นผู้นำรัฐบาลถือว่าเป็นคนละเรื่องที่ไม่อาจพึ่งพาทีมงานได้ ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ส่วนตัวล้วนๆ” แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุ
       
       ซึ่งยังต้องรวมไปถึงการรับมือกับการรับมือกับขั้ว 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่จำนวนเสียงที่ 201 เสียง ก็ดุว่าจะสามารถยื่นอภิปรายได้ทุกระดับ ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ 159 เสียง พรรคภูมิใจไทย 34 เสียง พรรครักประเทศไทย 4 เสียงพรรคมาตุภูมิ 2 เสียง พรรครักษ์สันติ 1 เสียงและประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง ซึ่งแน่นอนว่าสนามการเมืองย่อมต้องใช้ฝีมือในการอยู่รอดพอสมควร
       
       สาธิต ปิตุเดชะ ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยังมองว่า ภายใต้การบริหารงานของยิ่งลักษณ์ ยังคงมีจุดที่ต้องมองและจะกลับมใป้นปัญหาของรัฐบาล ก็คือ นโยบายที่ได้ประกาศไว้ซึ่งอาจจะไม่สามารถที่จะทำได้ ทั้งนโยบายประชานิยมที่พรรคประชาธิปัตย์มองว่าโอกาสที่จะทำได้นั้นค่อนข้างยาก และเมื่เป็นรัฐบาลและไม่อาจทำได้ตามสัญญาก็จะเป็การพิสูจน์ชัดเจนว่า เป็นเพียงการขายฝัน เพื่อหวังเพียวงที่จะได้คะแนนเสียงเท่านั้น รวมถึงนโยบายปรองดองที่ต้องชัดเจนเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งกระบวนการตรวจสอบได้ถูกตั้งไว้เนอ่งจากโรงการเมกะโปรเจกที่พรรคเพื่อไทยเสนอไปในวงเงินหลายล้านล้านบาท ซึ่งในประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะต้องให้เวลาในการทำงาน 3 เดือน ซึ่งหากยังไม่สามารถที่จะทำงานได้ก็จำเป็นต้องเดินหน้าตรวจสอบในทันที
       
       ดังนั้น แม้ว่าาเวลานี้สถานการณ์ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าทางยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยอย่างยิ่ง จึงดูเสมือนว่าไม่มีปมใดๆ ที่จะทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพังลงในระยะอันใกล้ ซึ่งผู้ที่จะเร่งความเร็วของการล่มสลายก็อยู่ในมือของยิ่งลักษณ์เองที่จะหยิบปมร้อนขึ้นมาเพื่อให้ถูกโจมตีหรือไม่

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เบื้องหลังบิ๊กบัง “เปลี๊ยนไป๋” โดดอุ้ม “ทักษิณ” จับตาแผนดันพลังมวลชนต้านทหารปฏิวัติ
ส่งกลิ่นปฎิวัติรุนแรงถึงขั้นล้างบาง ‘รุ่น 14’มหามิตร ‘ทักษิณ’หนุนเสื้อแดงสู้กองทัพ!
ทักษิณสั่งเด็ดหัว 5 บุคคลสำคัญ ชี้ 2 เงื่อนไขผ่านกลับไทยทันที
โหรชี้โลโก้ใหม่อสมท. 'แดงล้อมเก้า' เสริมดวง'ทักษิณ - ปูแดง' - มุ่งล้มอำนาจเก่า!
แม้ว หวังพิชิต 3 เป้าหมายสำคัญ จับตา 3 เดือนอันตราย พร้อมปั้นมวลชนเสื้อแดง - ปิดทางทหารปฏิวัติ
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนโหวต 39 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
HOME ข่าวปก การเมือง เศรษฐกิจ - การค้า เศรษฐกิจโลก จีนาภิวัฒน์ ปริทรรศน์
บทความ ธุรกิจภูมิภาค การเงิน การตลาด ไอที ท่องเที่ยว - บริการ บ้าน - ที่ดิน
รถยนต์ E&M B - School HR

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.