หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าวออนไลน์
 

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจหลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
17 ตุลาคม 2554 21:30 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
“สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจหลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม
สนธิ ลิ้มทองกุลเปิดใจหลัง ASTV จอดับหลังถูกตัดสัญญาณดาวเทียม แต่ยังคงแพร่ภาพผ่านระบบอินเทอร์เน็ตวันนี้ (17 ต.ค.)

ASTVผู้จัดการ - เจ้าของดาวเทียมไม่ให้ค้างค่าเช่า เหตุ ASTV จอดับ-หยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียม แต่ยังดูผ่านอินเทอร์เน็ตและฟังผ่านวิทยุได้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เผยเสียดายแต่ไม่เสียใจ ยืนยันสู้ต่อตามอุดมการณ์และจิตวิญญาณของสื่อที่นำเสนอความจริงต่อไป
       
       ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น.วันนี้ (17 ต.ค.) สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 ได้หยุดแพร่สัญญานภาพผ่านดาวเทียมที่เคยทำตามปกติ ท่ามกลางความสงสัยของผู้ชมทางบ้านจำนวนมากที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่สถานี
       
       นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวี เปิดเผยภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียม NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญาณด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญาณมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญาณได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน
       
       “ทาง NSS-6 เปลี่ยนเจ้าของเขาก็เลยไม่ยอม เขาต้องการให้เราจ่ายรวดเดียวซึ่งเราทำไม่ได้ เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานซึ่งพนักงานสำหรับเราถือว่าสำคัญที่สุด” นายสนธิกล่าว
       
       จากนี้ไปจึงเท่ากับว่าเอเอสทีวีจะหยุดแพร่ภาพผ่านดาวเทียมไปโดยปริยาย แต่สำหรับระบบการรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตและผู้ชมในอเมริกาจะยังสามารถรับชมรายการของเอเอสทีวีได้ตามปกติ รวมทั้งถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านสถานีวิทยุชุมชนความถี่ 97.75 เมกะเฮิรตซ์
       
       นายสนธิกล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมาเอเอสทีวีได้ทำหน้าที่ของสื่อที่นำเสนอความจริง ยืนอยู่บนความถูกต้องจึงมีรายได้จากโฆษณา และเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงน้อยมาก ซึ่งแตกต่างจากสถานีข่าวที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนายทุน พรรคการเมือง อย่างเช่น ทีวีเสื้อแดง ที่ได้รับเงินอุดหนุนมหาศาล
       
       “เราก่อตั้งมา ปลายปี 2547 ก็เข้าร่วมต่อสู้กับประชาชน เราอยากให้เอเอสทีวีเป็นสื่อที่มีส่วนนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม ให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ผมก็พยายามกัดฟันสู้ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 7 ปีกว่า แต่ผมคนเดียวก็ไม่ไหว ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาขาย ขายไปแล้วกว่าพันล้าน มีคนพยายามมาเสนอให้เงิน ซึ่งถ้าเรารับก็เท่ากับขายตัว ขายอุดมการณ์ เราคงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น” ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีกล่าว
       
       เขายังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา 6-7 ปี ตนเองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหาเงินมาเพื่อให้เอเอสทีวีออกอากาศได้อย่างราบรื่นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30 ล้านบาท โดยรายได้ทั้งจากการบริจาคของประชาชนและการช่วยเหลือจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผลิตปุ๋ยออกจำหน่ายช่วยเหลือก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่มากและสม่ำเสมอนัก
       
       “ความจริงเอเอสทีวีควรจะอยู่ได้เพราะลำพังพันธมิตรฯ และแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวี ซัก1-2 แสนคน ถ้าร่วมกันบริจาค ช่วยกันสมัครเอสเอ็มเอสคนละไม้คนละมือ ทำไมจะอยู่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็แค่เชียร์เรา แค่อยากมีสื่อแบบนี้ มิหนำซ้ำผมยังถูกใส่ร้ายว่ารับเงินทักษิณ มันถึงมีวันนี้ไง วันที่เอเอสทีวีไม่ได้ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมแล้ว”
       
       ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวียังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยอาจจะต้องการทีวีแค่ช่อง 3 ช่อง 7 ดูละครน้ำเน่า และช่องทีวีอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบิดเบือนข่าว แต่อยู่ได้และมีกำไรมหาศาล ขณะที่โทรทัศน์ที่ต่อสู้ให้ชาติบ้านเมืองและนำเสนอความจริงกลับอยู่ไม่ได้ ซึ่งการทำโทรทัศน์ประเภทหลังต้องใช้ความเสียสละอย่างมาก ทั้งทรัพย์สินและเสี่ยงชีวิต เช่น ถูกฟ้องร้องในคดีต่างๆ กว่า 70 คดี และลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในเดือนเมษายน 2552
       
       “ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม จะมีใครอึดเท่าผมในประเทศนี้ สู้มา 7 ปีกว่า ถามว่าเสียดายมั้ย ก็เสียดายแต่ไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด”
       
       สำหรับอนาคตของเอเอสทีวี นายสนธิยืนยันว่า พนักงานและการทำงานในหน้าที่สื่อมวลชนยังจะดำเนินต่อไปเหมือนเดิม โดยถือเป็นโชคดีที่เครือเอเอสทีวีผู้จัดการยังมีเว็บไซต์ข่าวที่มีคนอ่านมากที่สุดของประเทศนี้ จึงจะให้เอเอสทีวีออกอากาศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตต่อไป
       
       “ผมเคยบอกว่าจะทำ ASTV จนกว่าจะไม่มีแรงทำ และวันนี้ก็มาถึง” นายสนธิกล่าวทิ้งท้าย
       
        ………………………..
       
       คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” หลัง ASTV ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม
       
       “ทางเราค้างค่าดาวเทียม NSS-6 ประมาณ 6 เดือน คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ก็ประมาณ 4 แสนเหรียญฯ หรือราว 12 ล้านบาท ในข้อตกลงเดิมเราบอกว่าเราจะเอาเงิน 6 เดือนที่ค้างจ่ายรวดเดียวเลยตอนสิ้นปี ส่วนรายเดือนที่เกิดขึ้นประจำเดือนใหม่ก็จะจ่ายทุกเดือน ทีนี้ทางดาวเทียมเขามีเจ้าของใหม่ เจ้าของใหม่เขาก็ไม่ยอม ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน สำหรับเราแล้วพนักงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มันก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ
       
       “อย่างที่บอกว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง แล้วก็ไม่ค่อยมีใครลงโฆษณาเพราะเราขายความจริง การทำเอเอสทีวีเราไม่ได้เอาเงินจากการคอร์รัปชั่นแล้วมาสร้างทีวีเพื่อสนับสนุนการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ทีวีเสื้อแดงเขาก็มีเงินเข้ามาสนับสนุนตลอดเวลาไม่มีหยุด ส่วนทีวีอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็มีเงินมีทองของเขา ส่วนของเรานี่เนื้อๆ เลยคือเราต้องกัดฟันต่อสู้ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนเดียวที่รับผิดชอบ หาเงินหาทอง แล้วก็เอาทรัพย์สินของตัวเองไปขาย เพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้เอเอสทีวีเป็นทีวีที่ต่อสู้ให้กับประเทศไทย เราสู้มาตั้งแต่ปลายปี 2547 รวมเวลาแล้วก็เกือบ 7 ปีที่เราสู้มา ซึ่งเราก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลา มีคนที่จะเอาเงินเอาทองมาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้เราเปลี่ยนจุดยืนเราก็ไม่เอา ... ผมก็พูดว่าผมทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นก็ละกัน เพราะเมื่อถึงวันนี้มันก็เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นของผมคนเดียว
       
       “มีคนที่สนับสนุนเอเอสทีวีอยู่ พันธมิตรฯ ที่ พล.ต.จำลอง (ศรีเมือง) ออกประกาศให้ช่วยเหลือ ซึ่งก็ได้เงินประมาณเดือนละ 3-4 ล้านบาททั้งๆ ที่คนที่เป็นแฟนเอเอสทีวี หรือเป็นพันธมิตรฯ จริงๆ ผมว่าถ้าสักแสนสองแสนคน ช่วยกันคนละ 500 ก็ได้ 40-50 ล้านบาทแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายของเราเดือนนึงเอาจริงๆ ก็ตกประมาณ 30-40 ล้านบาท แม้การขายปุ๋ยของ พล.ต.จำลองจะช่วยได้เยอะ แต่มันก็ไม่แน่นอนเพราะว่าเดี๋ยวน้ำท่วมปุ๋ยก็ขายไม่ออก สินค้าเอเอสทีวีก็มีกำไรตกเดือนละล้านกว่าๆ เท่านั้นเอง SMS ASTV ก็มีสมาชิกประมาณ 4 หมื่นคน จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 1-2 แสนคน โฆษณาอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเพราะไม่มีใครมาลง สาเหตุที่ไม่มีใครมาลงเพราะมันเป็นโทรทัศน์ที่นายทุนไม่อยากลงโฆษณาให้การสนับสนุน เพราะเราเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ถ้าเราขายตัวขายอุดมการณ์สัก 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็คงอยู่ได้ คงร่ำรวย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น
       
        “เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อประชาชนที่ดูเอเอสทีวีแล้วคิดว่าเอเอสทีวีเป็นทีวีที่ดี ประเทศไทยควรจะมีโทรทัศน์อย่างนี้ แต่ไม่ช่วยกันสนับสนุนให้เอเอสทีวีอยู่ได้ ผมคนเดียวแบกไม่ไหวหรอก ผมแบกมา 7 ปีแล้ว ผมทำได้เพียงแค่นี้ เกินกว่าที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ เฉพาะส่วนตัวแล้วขายทรัพย์สินหมดไป 7 ปีนี้ก็พันกว่าล้านแล้ว ผมคิดว่าได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ส่วนอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากันไป
       
       “ณ วันนี้มีแต่คนเอาแต่ได้ ได้เอา แต่เสียสละไม่ยอม การทำเอเอสทีวีเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเป็นอันตรายในเรื่องถูกฟ้องร้องเอย อันตรายในการถูกลอบทำร้ายเอย แล้วก็ยังต้องสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวอีก ผมคิดว่าผม ... คนคนหนึ่งโดนยิงอีก 200 นัด โดนคดีฟ้องในศาลอีก 70 กว่าคดี ผมคิดว่าในประเทศไทยหาคนอย่างผมคงไม่มีอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกใส่ร้ายป้ายสีอีก จากพวกพรรคประชาธิปัตย์ และแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์หาว่าผมไปรับเงินทักษิณมา นี่เดี๋ยวก็คงใส่ร้ายผมอีก หาว่าเพราะผมไปรับเงินมาก็เลยแกล้งปิดเอเอสทีวี แต่ความจริงคือเราค้างชำระค่าดาวเทียมเขามา 6 เดือนแล้ว ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะยุบสภาเสียอีก

       
       “สมัยหนึ่ง แม้กระทั่งปัจจุบัน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุที่ออกได้ทุกวันนี้มันออกก็เพราะว่ามันมีเงินสนับสนุนจากทางการเมือง แต่เงินทางการเมืองมาจากไหนล่ะ ก็คือเงินที่โกงกินคอร์รัปชั่นมา เพราะฉะนั้นเอเอสทีวีทุกข่าวเป็นข่าวที่บริสุทธิ์ จุดยืนทุกจุดยืนอยู่บนอุดมการณ์ บนเป้าหมายคือทำให้ชาติอยู่บนทำนองคลองธรรม เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าผมทำได้เพียงแค่นี้ ถามว่าผมเสียดายไหม ... ก็เสียดาย ถามว่าผมเสียใจไหม ผมไม่เสียใจ เหตุผลที่ไม่เสียใจก็เพราะว่า ผมคิดว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้ทำมาขนาดนี้แล้ว นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้ให้กับบ้านเมือง สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย สู้เพื่อเอาข่าวสารที่แท้จริงออกมาให้กับสังคมไทย ซึ่งสื่อมวลชน โทรทัศน์ทุกช่อง ไม่ได้มีข่าวสารที่แท้จริง และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเอาความจริงมาเปิดเผย เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียชาติเกิด
       
       “แต่ว่าเอเอสทีวีก็ยังออกอยู่ คนก็ยังสามารถที่จะดูได้อยู่ผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนคนที่อเมริกาก็ยังดูได้ เพราะว่าเราส่งสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตไปที่อเมริกาและขึ้นดาวเทียมที่อเมริกา ค่าใช้จ่ายก็ยังพอจะจ่ายได้ เพราะว่ามีสมาชิกที่อเมริกาเขาจ่ายเงินให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟังว่า ถ้าเรามีแฟนพันธุ์แท้เอเอสทีวีหรือพันธมิตรฯ สักแสนคนจากจำนวนล้านคน ซึ่งน่าจะหาได้ ไม่ต้องอะไรแค่รับเป็นสมาชิก SMS เราเดือนละ 200 บาท เราก็อยู่ได้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ มีแค่ 4 หมื่นคน เพราะฉะนั้นแล้ว ... (หยุดคิด) ผมก็เห็นใจเขานะ ผมก็เลยคิดเสียว่าวันนี้ไม่มีคนดูเอเอสทีวีผ่านดาวเทียมก็แล้วกัน ถ้าใครอยากดูก็ดูผ่านอินเทอร์เน็ตเอา
       
       เมื่อถามว่าในส่วนของทีมข่าวและรายการจะยังคงดำเนินการต่อไปหรือไม่ สนธิตอบว่า
        “ยังทำอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่ช่องทางการออกจะออกทางอินเทอร์เน็ตแทน แล้วก็ถ่ายทอดเสียงผ่านทางวิทยุเอฟเอ็ม 97.75 MHz นอกเสียจากว่า ... เพราะเงินเดือนพนักงาน 2 เดือนที่แล้วผมก็เพิ่งขายที่ดินส่วนตัวไปผืนหนึ่ง เพื่อเอาเงินจากการขายที่มาจ่ายเงินเดือน ส่วนอุดมการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เราเสียอยู่อย่างเดียวคือเราไม่มีเงิน ถ้าเรามีเงินเราจะสามารถพัฒนาเอเอสทีวีไปได้อีกหลายระดับและจะช่วยชาติบ้านเมืองได้ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ... ในสังคมไทยเราเป็นคนปกติ ที่อยู่ในสังคมที่ไม่ปกติ
       
       “ตอนนี้พันธมิตรฯ หรือ คนที่เชียร์เอเอสทีวีที่เชียร์แต่ปาก ไม่ได้ช่วยอะไร ก็รบกวนไปดูช่องฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, 11 แล้วกัน แต่พนักงานของเอเอสทีวีก็จะอยู่เหมือนเดิม เราก็จะต่อสู้หาเงินมาจ่าย แต่อย่างน้อยเราก็ลดต้นทุนการจ่ายค่าช่องสัญญาณดาวเทียมได้ ส่วนช่องอื่นๆ อีก 2 ช่อง คือ ช่อง Super บันเทิง กับช่องภาษาอังกฤษที่ออกทรูวิชั่นส์นั้น เขามีรายได้ของเขาเองสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นที่จะต้องดูแลก็คือช่อง นิวส์วัน แล้วก็ยังโชคดีที่มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ข่าวที่คนเข้าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย
       
       “เอเอสทีวีเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ชัดว่า คนไทยชอบเชียร์ แต่พอถึงเวลาต้องลงเงินลงแรงให้ของดีๆ ต้องมีอยู่ต่อไปก็จะเฉยๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรให้แล้ว ก็กลับไปสู่ยุคเดิม ยุคสมัยก่อนที่ผมทำเอเอสทีวี ... ถ้าไม่มีเอเอสทีวีเมืองไทยก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้ววันนี้ก็ไม่มีเอเอสทีวีอีกต่อไป เมืองไทยก็คงจะเปลี่ยนแปลงยากเหมือนกัน”
       
       เมื่อถามว่าที่ผ่านมา ทุกๆ เดือนคุณสนธิหาเงินส่วนตัวมาโปะเอเอสทีวีจำนวนเท่าไหร่?
        “เฉลี่ยเดือนละ 20-30 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินส่วนตัว ที่ติดลบประมาณเดือนละ 20 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ 240 ล้านบาท คำนวณ 6-7 ปีที่ผ่านมาก็ลองคูณเข้าไปว่าเท่าไหร่ คือ ผมเหมือนคนบ้า คนอื่นก็บอกว่าไอ้สนธินี่มันบ้า เก็บเงินเก็บทองไว้ดีกว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของมึงคนเดียว ไปแบกไว้ทำไม ช่อง 3 ช่อง 7 รวยจะตายไม่เห็นเขาออกมาทำอะไร เขาก็เน้นข่าวบันเทิง ละครต่างๆ เขาก็ร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง ... สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก สื่อมวลชนที่ไม่พูดความจริง บิดเบือนกลับอยู่ได้ เพราะคนไทยชอบ แต่สื่อมวลชนที่กล้าพูดความจริง ตรงไปตรงมา กลับโดนรังเกียจ หรือถ้าไม่รังเกียจก็เชียร์กันด้วยปาก ที่พูดไม่ได้หมายถึงพันธมิตรฯ ทุกคน เพราะก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังช่วยบริจาค ยังสมัครรับข่าวสารผ่าน SMS ASTV ซึ่งจำนวน 4 หมื่นกว่าคนนี่ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่มันยังไม่พอมันต้องแสนถึงแสนห้าหมื่นคน
       
        “ก็ถามต่อว่าแล้วพันธมิตรฯ จริงๆ มีถึงแสนห้าหมื่นคนไหม ก็ต้องตอบว่ามีถึงล้านคน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธมิตรฯ หน้าจอซึ่งนั่งเชียร์ ซึ่งผมก็เห็นใจเขา บางคนก็บอกว่าธุรกิจก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็ไม่ดี ผมก็มองในมุมกลับเหมือนกันว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปพันกว่าล้านเพื่อชาติบ้านเมืองนี่ผมเสียไปเพื่ออะไร ... แต่ผมไม่ได้เสียดายเงินนะ ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ทำมา 6-7 ปี เสียเงินพันกว่าล้าน ประเทศชาติได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร อย่างน้อยก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แล้วก็ได้เห็นข้อเท็จจริงในสังคม แล้วก็เปลี่ยนทัศนคติ แนวความคิด มีความรู้สึกรักชาติรักแผ่นดินขึ้น แต่เผอิญที่สื่อตัวนี้เป็นสื่อที่ต้องได้รับการสนับสนุน เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุน ผมต้องแบกรับคนเดียวเป็นหลัก มันก็ถึงจุดสุดท้ายที่มันต้องหยุด เพราะมันไม่มีให้ (หยุดคิด) ก็อาจจะมีทรัพย์สินอีกชิ้นหนึ่งที่ยังรอขาย ถ้ายังขายได้ก็อาจจะเอาเงินมาทำต่อ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็ยังคงดูผ่านดาวเทียมไม่ได้ต่อไป ต้องดูผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การขายของ ณ เวลานี้ก็ไม่ง่าย”

       
        เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอกาสที่จะออกอากาศผ่านดาวเทียมดวงอื่นหรือไม่?
        “ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ดาวเทียมดวงอื่น เพราะเมื่อเราค้างหนี้เขาเราก็ต้องใช้เขา ถึงจะไปเช่าดาวเทียมดวงอื่น หนี้เก่าเราก็ยังต้องใช้คืนเขา ... เขา (ผู้ให้บริการดาวเทียม) ไม่ได้ผิดอะไร เราค้างหนี้เขา เราใช้บริการเขา ตกลงกันแล้วว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่ แต่ช่วงนั้นโชคร้ายที่เราต้องเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อน เพราะพนักงานทุกคนเขาก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาอยู่ เขาต้องกินข้าว มีบ้านต้องเช่า ต้องผ่อนส่ง รถต้องผ่อน ต้องเลี้ยงดูลูกเมีย ตอนนี้เอเอสทีวีก็เลยต้องกลายเป็นทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตกับวิทยุชุมชนไป
       
       “ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว ... ไม่มีแรงแล้ว”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
NSS6 ตัดสัญญาณดาวเทียม ASTV - ทางเน็ตยังดูได้ปกติ
ข่าวล่าสุด ในหมวด
“บิ๊กซี” แจงบันไดเลื่อนชำรุดเป็นพื้นที่เช่าเครืออื่น ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“อ.ปริญญา” แจงดราม่าปฐมนิเทศ มธ.เผยเด็กกรูขึ้นรถจนต้องกันตัวเพื่อจัดแถว
ผู้ว่าฯชัยนาท นำ ปชช.ซ้อมใหญ่ “Bike for Mom” คาดวันจริงร่วมงาน 15,000 คน
“บิ๊กตู่” นำขบวนซ้อมใหญ่ “Bike for Mom” ปชช.ร่วมคึกคัก
พระวัดโพธิ์ร่วมชาวบ้าน พร้อมใจสวดมนต์ถวายพระราชกุศล “พระราชินี”
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 587 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015