หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | พ่อแม่ลูกผูกพัน
พ่อแม่ลูกผูกพัน พ่อเด่นแม่ดัง

"โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล"..แม่ผู้เสียสละเพื่อลูก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2554 16:58 น.
โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล..แม่ผู้เสียสละเพื่อลูก
คุณแม่โรส กับลูกช้างน้อย
        ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง และการแข่งขัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลาย ๆ ครอบครัวตรากตรำทำงานหนักจนแทบจะไม่เหลือเวลาให้กับลูกน้อยเลย ในขณะที่บางส่วนถึงกับฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง เพราะไม่มีใครดูแล ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นความรัก และความหวังดีของพ่อแม่ทุกท่านที่อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี
       
       แต่สำหรับ โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล อดีตนักแสดง และพิธีกรมากความสามารถ คุณแม่คนเก่งของน้องช้างน้อย ลูกชายวัย 2 ขวบเศษ ที่ด้วยความรัก และความหวังดีต่อลูก เธอยอมเป็นฝ่ายเสียสละมารับบทบาทแม่อย่างเต็มตัว เพราะเชื่อว่า "บางอย่างมันผ่านไปแล้วเอากลับมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้เวลาในวันที่ลูกต้องการเรา ปลายทางก็อย่าหวังเลยว่าลูกจะให้เรา"
       
       ด้วยความเชื่อดังกล่าวข้างต้น ทำให้หัวข้อ "การสร้างพื้นฐานที่ดีในชีวิตลูก" เป็นโจทย์ใหญ่ที่เธอ และสามีให้ความสำคัญมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 0-3 ขวบ เด็กจะเริ่มสร้างบุคลิกจากการจดจำ และเลียนแบบพฤติกรรมจากคนอื่น หากปล่อยให้ลูกอยู่กับใครที่ไม่ใช่พ่อกับแม่ เด็กจะมีพฤติกรรมตามแบบคนคนนั้น จึงเป็นเหตุผลให้เธอเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อมาเลี้ยงลูกอย่างเต็มตัว
       
       "เด็กในวัย 0-3 ขวบกำลังเรียนรู้ต้นแบบ เราอยากให้ลูกเป็นอย่างไร เราต้องเป็นต้นแบบให้ลูกเห็น ที่สำคัญโรสจะไม่สอนให้ลูกท่องจำอะไรเลย แต่จะเน้นทักษะปฏิบัติมากกว่า เพราะถ้าเด็กใช้ร่างกายคล่อง เขาจะมีความมั่นใจ หลังจากนั้นค่อยใส่ระบบความจำให้ลูกก็ยังไม่สาย" คุณโรสเล่าให้ฟังหลังจากมีโอกาสศึกษาจิตวิทยาด้านเด็ก
       
       เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูก คุณโรสเล่าว่า เธอจะเน้นฝึกทักษะให้ลูกเป็นเด็กกล้าคิด และกล้าเปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กับการหาความสุขได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพ่อแม่ หรือคนอื่นในการเล่นอยู่ตลอดเวลา
       
       "ด้วยความที่ช้างน้อยเป็นลูกคนเดียว ลูกมักจะติดพ่อ ติดแม่ ทำให้เวลาลูกเล่นจะชวนแม่เล่นหน่อย พ่อเล่นหน่อย ซึ่งบางครั้งเราก็ปลีกตัว เพื่อให้ลูกได้เล่นเองเป็น เพราะการที่เล่นกับลูกอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งวันใดถ้าเราไม่เล่นกับเขา เขาจะเล่นเองไม่เป็น และไม่สามารถหาความสุขได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง" คุณโรสเผย

โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล..แม่ผู้เสียสละเพื่อลูก
โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล
        อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึงสภาพสังคมทุกวันนี้ เธอไม่เชื่อใจว่าจะดีพอสำหรับลูกหรือไม่ เธอจึงเป็นฝ่ายเลือกสังคมที่ดีให้ลูกแทน โดยเริ่มจากสร้างกิจกรรมร่วมกับลูกที่บ้าน เช่น อ่านนิทาน หรือเขียนไดอารี่กับลูก ตลอดจนพาลูกเดินทางไปท่องเที่ยว และสำรวจธรรมชาติในสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น
       
       "เราเลี้ยงเขาแบบเข้ากับใครก็ได้ โดยเราเป็นคนเลือกสังคมให้เขา เพราะสังคมทุกวันนี้ มันน่าอยู่แล้วหรือยัง ถ้ามันไม่น่าอยู่ เราก็ไม่เห็นต้องแคร์เลย เราก็เลือกสังคมที่ดีให้กับลูกได้ เช่น ถ้าตรงไหนมีกลุ่มเด็กกำลังเล่นเกมเจี๊ยวจ๊าวเสียงดัง ใช้ความรุนแรง เราจะพยายามเลี่ยงไม่ให้ลูกเข้าไปอยู่ในสังคมตรงนั้น ซึ่งเราจะไม่พูดกับลูกว่าดี หรือไม่ดี แต่เราแค่พูดว่า เดินไปทางนี้ดีกว่า แม่มีอะไรให้ดู" คุณโรสเผยด้วยความรู้สึกไม่เชื่อใจต่อสังคมที่เป็นอยู่ เพราะลูกอาจซึมซับจนเกิดเป็นพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ตามมาได้
       
       เช่นเดียวกับ ระบบการศึกษาในตอนนี้ นับเป็นอีกสังคมหนึ่งที่เธอในฐานะแม่ของลูกรู้สึกเป็นกังวล และเป็นห่วงไม่น้อย เพราะเน้นให้เด็กท่องจำ เด็กส่วนใหญ่จึงคิดไม่ได้ คิดไม่เป็น ประกอบการกับแข่งขันที่ทำให้เด็กมองแต่ตัวเอง ไม่มองคนอื่น จึงเป็นเหตุผลให้เธอจัด Home School ในเบื้องต้นขึ้น โดยจะเน้นให้ลูกเก็บเกี่ยวการเรียนรู้จากการได้เดินทางท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ
       
       ส่วนในอนาคตจะให้น้องช้างน้อยเข้าโรงเรียนหรือไม่นั้น คุณโรสบอกว่า ตอนนี้กำลังมองหาโรงเรียนทางเลือกที่จะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกได้พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งมีอยู่ 1 โรงเรียนในดวงใจแล้ว แต่ถ้าเข้าไม่ได้ คงต้องจัดโฮมสคูลขึ้นเองที่บ้าน โดยอาจจะหาคุณครูจากโรงเรียนทางเลือกมาเป็นที่ปรึกษาให้อีกที
       
       ทิ้งท้ายนี้ คุณโรสฝากว่า เวลาของลูกคือสิ่งมีค่าที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ลูกไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้เล่น และสนุกกับพ่อแม่ ดังนั้นอย่างน้อยควรมี 1 คนที่ต้องยอมเสียสละเวลาให้ลูกอย่างเต็มที่
       
       "มันคุ้มค่าจริง ๆ นะในความรู้สึกของโรส ถ้าหากเราในฐานะพ่อแม่จัดสรรเวลาแล้วแบ่งมาให้ลูกบ้าง อย่างน้อยถ้าต้องทำงานหาเงินจริง ๆ เป็นไปได้ไหมที่ 0-3 เดือนแรก ลองหางานที่สามารถดูแลลูกไปด้วยได้ เพราะถ้าเราไม่ให้เวลาในวันที่ลูกต้องการเรา ปลายทางก็อย่าหวังเลยว่าลูกจะให้เรา การที่เราไปเรียกร้องอะไรจากลูกเมื่อสาย เขาก็ไม่เข้าใจเราหรอก เพราะเขาไม่เคยได้เวลาที่ดีจากเราในวันที่เขายังเป็นเด็ก" คุณโรสฝากถึงพ่อแม่ยุคใหม่ทุกท่าน

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เปิดบทบาทคุณแม่ของอดีตนางเอกเก่า "จันทนี สิงห์สุวรรณ"
เปิดหัวใจ "เสนาลิง" กับบทบาทแฟมิลี่แมนตัวจริง
เว้ากับ "มาร์ติน วีลเลอร์"..คุณพ่อฝรั่งหัวใจอีสาน
"โรส-วริศรา (มหากายี) ลี้ธีระกุล"..แม่ผู้เสียสละเพื่อลูก
"บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" เวิร์กกิ้งมัมในคราบความเซ็กซี่
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 43 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 39 คน
91 %
ไม่เห็นด้วย 4 คน
9 %
 
ความคิดเห็นที่ 21 +21 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โลกนี้มันยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้
เราแต่งงานสิบปีก่อนมีลูก
เราศึกษาเรื่องโฮมสคูลมาก่อนมีลูกหลายปี
ไม่ได้แปลว่าเรียนในระบบแล้วจะเป็นคนมีสังคมทุกคน
ไม่ได้แปล่ว่าไม่เรียนในระบบแล้วจะไม่มีสังคม
เด็กตื่นแต่เช้านอนน้อย ไปทรมานอยู่บนถนน
กลับมาบ้าน กับเพื่อนบ้านยังไม่เคยคุย
ไม่เคยรู้จัก

สังคมที่แท้จริงไม่ได้มีแต่คนวัยเดียวกันรวมกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและมีคนๆนึงคอยควบุคุมอยู่
ถามว่าระบบการศึกษาปัจจุบันมันผลิตเด็กดีๆ ออกมาให้สังคมได้น้อยลง หรือมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
คนอย่างเอดิสัน ก็โฮมสคูล
จริงๆ โรงเรียนก็เพิ่งจะเกิดมาบนโลกได้ไม่นานนัก
แล้วเขาอยู่กันอย่างไงสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน
สมัยที่ทุนนิยมยังไม่แบ่งแรงงานออกเป็นส่วน
มีโรงงานมาพรากครอบครัวให้แตกแยกเป็นส่วนๆ
โดยมีกระดาษที่เรียกว่า เงินตรา มาเป็นตัวตีค่าเวลาของมนุษย์
โฮมสคูลไม่ใช่ของใหม่แล้ว
มีกฎหมายรองรับปี2546
มีสองแบบ
แบบแรก จดทะเบียนกับกระทรวง
แบบสอง ฝากชื่อไว้กับหมู่บ้านเด็ก แนวซัมเมอร์ฮิลล์
มีหลายร้อยครอบครัวแล้วในประเทศนี้ที่ทำอย่างนี้
ส่วนหนึ่งก็ตั้งใจทำแต่แรก
อีกส่วนหนึ่งเข้าระบบแล้ว มีปัญหามาก

เราถามลูกทุกวันว่าอยากไปโรงเรียนไหม
แล้วคุณเคยถามลูกของคุณไหมว่า
เขาอยากไปโรงเรียนไหม
ไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซนต์
แต่อะไรที่เหมาะกับคนนั้น ครอบครัวนั้น
ย่อมดีที่สุดกับคนนั้น ครอบครัวนั้น
ไม่ควรมีการก้าวก่ายกัน
โดยเฉพาะเมื่อคุณยังไม่ได้ศึกษาอย่างเพียงพอในหัวข้อนั้น ๆ
เราผ่านระบบการศึกษามามาก รู้ว่านับวันยิ่งแข่งขัน
แค่ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ทำให้คนจำนวนมาก
ต้องเสียเวลาไปเรียนถึงสี่ปีในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ
คนส่วนใหญ่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น
เพียงเพราะว่า
สังคมขีดเส้นให้เดินเท่านั้นหรือ
พอขึ้นกับระบบ
ก็มีการใช้เส้นสาย
พ่อแม่ที่ไม่มั่นใจในตัวเองและความสามารถของลูก
ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกได้ที่นังในโรงเรียนดัง ๆ
สืบทอดความไม่ภูมิใจนี้ต่อไป

ถ้ามนุษย์สามารถค้นพบตัวเองได้เร็ว
ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปมากมายกับกฎเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้องเสมอไป
ของสังคมที่ล้อมรอบตัวเราอยู่
การพึ่งพาการยอมรับของสังคมในปัจจุบันมีแนวโน้มสร้างความทุกข์มากกว่าสมัยก่อน
เพราะเดี๋ยวนี้เงื่อนไขเยอะมาก

ไม่ได้บอกว่าโฮมสคูลไม่มีข้อเสีย
แต่เราเป็นคนปกติ มีสมอง มีสังคม ไม่เคยใช้เส้นเพื่อให้แข่งขันชนะในระบบ
และบังเอิญการชนะมาไม่ใช่น้อย
เพียงแต่เราอาจจะสัมผัสกับพุทธศาสนาเร็วกว่าคนทั่วไป
เลยมีเวลาปรับชีวิตให้ครอบครัวมีความสุขได้มากว่าคนทั่วไป
เคยมีหมอที่บวชเป็นแม่่ชีถามเราว่า
ไม่กลัวลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้หรือ
แฟนเราตอบว่า ถ้าเรารู้ว่าจุดหมายของศาสนาพุทธคืออะไร
ก็ไม่เห็นจะต้องไปยึดติดอะไร
คนไม่จบมหาวิทยาลัย ได้ดีก็เยอะแยะไป
ไม่ได้แปลว่าจบแล้วจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้
สักปีกว่าๆ ที่แล้ว
ลูกเรายังถามพ่อแม่เลยว่า
พ่อกับแม่ค้นพบตัวเองแล้วหรือยัง
นั่นซินะ
ตอนนี้เราอยากให้ทุกคนถามตัวเองว่า
คุณค้นพบตัวเองหรือยัง
kaifaxmas@gmail.com
ความคิดเห็นที่ 10 +17 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่แปลกหรอกครับแม่ทุกคนเขาก็รักลูก  แต่วิธีการคิดอาจจะแตกต่างกันออกไป  อย่างผมไม่ชอบและไม่เห็นว่าการคิดอย่างนี้จะดีเลิศสักแค่ไหน  เด็กเขาต้องเจอเพื่อนเจอคนหลายรูปแบบไม่ใช่เราคอยคัดเลือกให้ลูกต้องเจอแต่คนดีของดีสภาพแวดล้อมดี  ต่อไปเขาก็ไม่รู้จักคนจนคนที่ต่ำต้อย  แยกแยะไม่ออกว่าในความไม่ดีมันก็มีความดี  ต้องคอยให้แม่มาชี้แนะไปจนโตหรืออย่างไร
plaipraya สมาชิก
 
ความคิดเห็นที่ 29 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทุกคนก็อยากทำแบบนั้น มีเวลาให้ลูกเต็มที่ แต่เงินก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญตัวหนึ่ง มันต่างกัน คนฐานะดีก็ให้ภรรยาออกจากงานมาเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก และขณะนั้น ก็จ้างพี่เลี้ยงประกบ

แต่คนฐานะปานกลางจนถึงหาเช้ากินค่ำ ก็ต้องนำ,ูกไปฝากปู่ย่า ตายาย หรือ เนอร์เซอรรี่ ที่ราคากลางๆๆๆๆสามีภรรยาต้องทำงานทั้งคู่

ไม่ได้ต่อต้านนะแต่พูดถึงอีกมุมมองหนี่ง
มันยากส์ในบางเรื่อง
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การลองตามระบบไปเรื่อยๆ
จะรู้ว่ามันไม่ทันสักที
ทำงานเท่าไหร่
กำลังซื้อก็ไม่เพิ่ม
ลดลงด้วยซ้ำ
ระบบทุนนิยม มันจะกินเราไปเรื่อย ๆ
kaifaxmas@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่่จำเป็นหรอก
เห็นคนที่มีเงินมาก ๆ หลายๆ คน
มักจะติดกับดัก
ปล่อยวางทรัพย์สมบัติกิจการได้ ยากมาก
ยากกว่า คนที่มีน้อย หรือไม่มีอะไร
เสียอีก
ประเภท
เลือกชีวิตได้
แต่ไม่กล้าเลือก
kaifaxmas@gmail.com
 
ความคิดเห็นที่ 26 +1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นเด็กในระบบที่ไม่ชอบระบบโรงเรียนครับ
โรงเรียนไม่เคยตอบสนองความต้องการได้เลย โดยเฉพาะเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน หรือเด็กที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ซึ่งเราพัฒนาเขาให้เป็นอัจฉริยะได้ง่ายๆ แทนที่จะส่งเขาไปเป็นเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง

แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสีย มีความเหมาะสมกันทั้งนั้นครับ ไม่ต้องบอกว่าอย่างไหนดีไม่ดี แต่ดูเอาเถิดว่าลูกของคุณเหมาะสมกับแบบไหนมากกว่า

เราจะได้ไม่ต้องพบกับเด็กที่เข้าสังคมไม่เป็น และอัจฉริยะแฝงที่ถูกคนธรรมดาับังคับให้เขาต้องซ่อนความสามารถจากสังคม
Vernus
ความคิดเห็นที่ 24 +4 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สมัยเด็กๆ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือมีแล้วแต่ไม่ดังก็ไม่รู้ เราเรียนประถมที่โรงเรียนเทศบาลประจำจังหวัดภูเก็ต จำได้แม่นว่ามีเพื่อนทุกระดับ ตั้งแต่ลูกภารโรง ไปจนถึงลูกหลานของตระกูลดังๆในจังหวัด ทุกคนเล่นด้วยกันหมด จำไม่ได้เลยว่ามีการเหยียดหรือล้อเลียนเรื่องฐานะ (อย่างมากก็ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ตามประสาเด็ก) โตมาเราเลยเข้ากับคนได้ทุกระดับ และเคารพทุกคนตามวัยวุฒิ ไม่ใช่ตามฐานะ
...
ความคิดเห็นที่ 21 +21 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โลกนี้มันยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้
เราแต่งงานสิบปีก่อนมีลูก
เราศึกษาเรื่องโฮมสคูลมาก่อนมีลูกหลายปี
ไม่ได้แปลว่าเรียนในระบบแล้วจะเป็นคนมีสังคมทุกคน
ไม่ได้แปล่ว่าไม่เรียนในระบบแล้วจะไม่มีสังคม
เด็กตื่นแต่เช้านอนน้อย ไปทรมานอยู่บนถนน
กลับมาบ้าน กับเพื่อนบ้านยังไม่เคยคุย
ไม่เคยรู้จัก

สังคมที่แท้จริงไม่ได้มีแต่คนวัยเดียวกันรวมกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและมีคนๆนึงคอยควบุคุมอยู่
ถามว่าระบบการศึกษาปัจจุบันมันผลิตเด็กดีๆ ออกมาให้สังคมได้น้อยลง หรือมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
คนอย่างเอดิสัน ก็โฮมสคูล
จริงๆ โรงเรียนก็เพิ่งจะเกิดมาบนโลกได้ไม่นานนัก
แล้วเขาอยู่กันอย่างไงสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน
สมัยที่ทุนนิยมยังไม่แบ่งแรงงานออกเป็นส่วน
มีโรงงานมาพรากครอบครัวให้แตกแยกเป็นส่วนๆ
โดยมีกระดาษที่เรียกว่า เงินตรา มาเป็นตัวตีค่าเวลาของมนุษย์
โฮมสคูลไม่ใช่ของใหม่แล้ว
มีกฎหมายรองรับปี2546
มีสองแบบ
แบบแรก จดทะเบียนกับกระทรวง
แบบสอง ฝากชื่อไว้กับหมู่บ้านเด็ก แนวซัมเมอร์ฮิลล์
มีหลายร้อยครอบครัวแล้วในประเทศนี้ที่ทำอย่างนี้
ส่วนหนึ่งก็ตั้งใจทำแต่แรก
อีกส่วนหนึ่งเข้าระบบแล้ว มีปัญหามาก

เราถามลูกทุกวันว่าอยากไปโรงเรียนไหม
แล้วคุณเคยถามลูกของคุณไหมว่า
เขาอยากไปโรงเรียนไหม
ไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซนต์
แต่อะไรที่เหมาะกับคนนั้น ครอบครัวนั้น
ย่อมดีที่สุดกับคนนั้น ครอบครัวนั้น
ไม่ควรมีการก้าวก่ายกัน
โดยเฉพาะเมื่อคุณยังไม่ได้ศึกษาอย่างเพียงพอในหัวข้อนั้น ๆ
เราผ่านระบบการศึกษามามาก รู้ว่านับวันยิ่งแข่งขัน
แค่ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ทำให้คนจำนวนมาก
ต้องเสียเวลาไปเรียนถึงสี่ปีในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ
คนส่วนใหญ่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น
เพียงเพราะว่า
สังคมขีดเส้นให้เดินเท่านั้นหรือ
พอขึ้นกับระบบ
ก็มีการใช้เส้นสาย
พ่อแม่ที่ไม่มั่นใจในตัวเองและความสามารถของลูก
ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกได้ที่นังในโรงเรียนดัง ๆ
สืบทอดความไม่ภูมิใจนี้ต่อไป

ถ้ามนุษย์สามารถค้นพบตัวเองได้เร็ว
ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปมากมายกับกฎเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้องเสมอไป
ของสังคมที่ล้อมรอบตัวเราอยู่
การพึ่งพาการยอมรับของสังคมในปัจจุบันมีแนวโน้มสร้างความทุกข์มากกว่าสมัยก่อน
เพราะเดี๋ยวนี้เงื่อนไขเยอะมาก

ไม่ได้บอกว่าโฮมสคูลไม่มีข้อเสีย
แต่เราเป็นคนปกติ มีสมอง มีสังคม ไม่เคยใช้เส้นเพื่อให้แข่งขันชนะในระบบ
และบังเอิญการชนะมาไม่ใช่น้อย
เพียงแต่เราอาจจะสัมผัสกับพุทธศาสนาเร็วกว่าคนทั่วไป
เลยมีเวลาปรับชีวิตให้ครอบครัวมีความสุขได้มากว่าคนทั่วไป
เคยมีหมอที่บวชเป็นแม่่ชีถามเราว่า
ไม่กลัวลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้หรือ
แฟนเราตอบว่า ถ้าเรารู้ว่าจุดหมายของศาสนาพุทธคืออะไร
ก็ไม่เห็นจะต้องไปยึดติดอะไร
คนไม่จบมหาวิทยาลัย ได้ดีก็เยอะแยะไป
ไม่ได้แปลว่าจบแล้วจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้
สักปีกว่าๆ ที่แล้ว
ลูกเรายังถามพ่อแม่เลยว่า
พ่อกับแม่ค้นพบตัวเองแล้วหรือยัง
นั่นซินะ
ตอนนี้เราอยากให้ทุกคนถามตัวเองว่า
คุณค้นพบตัวเองหรือยัง
kaifaxmas@gmail.com
ความคิดเห็นที่ 19 +5 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเป็นเราจะลูกเจอเพื่อนในหลายรูปแบบ เเต่จะเน้นการปลูกฝังที่ตัวเค้าให้เอาตัวรอดในสังคมอย่างชาญฉลาด เเละไม่เอาเปรียบหรือทำร้ายคนอื่น เพราะการที่ลูกเจอเเต่สิ่งที่ดี วันใดที่ไม่มีเรา วันที่เค้าเจอสิ่งที่ไม่ดีเค้าจะพาตัวรอดได้อย่างไร เค้าล้มต้องให้เค้าลุกเองเรามีน่าที่เเค่พยุงบ้างเเต่เคียงข้างเค้าไปตลอดด้วยหัวใจที่รักเเละห่วงใยเเค่นั้น
เเม่ทีีเเสนไกล
ความคิดเห็นที่ 14 +4 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรียนเข้าไปเลยลูก ถึงลูกจะเรียนโรงเรียนวัด

ไม่เคย หวง ลูก ให้ลูกไปอยู่ใน สังคม ที่แท้จริง
แม้มันจะโหดร้ายสักแค่ไหน

เราไม่มีทางอยู่กับเขาตลอดชีวิต อีกหน่อยก็ตายจากเขาไปแล้ว พื้นฐานที่เราสร้างให้ต่างหาก
เป็น ภูมิคุ้มกัน ชั้นดีที่คอย ปกป้อง เขาตลอดกาล
ตังค์อะมี แต่ให้เรียน รร.วัด
ความคิดเห็นที่ 12 +5 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก็รวยไงครับ หรือแต่งกับคนรวย..ไม่ผิดหรอก มันเป็นโอกาสของเขา แต่ถ้าทำงานปรกติ คงไม่สามารถทำได้ในสิ่งที่คุณพูดอยู่ ..codition มันไม่เหมือนกัน
อยากรวยจะได้สบาย : )
ความคิดเห็นที่ 10 +17 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่แปลกหรอกครับแม่ทุกคนเขาก็รักลูก  แต่วิธีการคิดอาจจะแตกต่างกันออกไป  อย่างผมไม่ชอบและไม่เห็นว่าการคิดอย่างนี้จะดีเลิศสักแค่ไหน  เด็กเขาต้องเจอเพื่อนเจอคนหลายรูปแบบไม่ใช่เราคอยคัดเลือกให้ลูกต้องเจอแต่คนดีของดีสภาพแวดล้อมดี  ต่อไปเขาก็ไม่รู้จักคนจนคนที่ต่ำต้อย  แยกแยะไม่ออกว่าในความไม่ดีมันก็มีความดี  ต้องคอยให้แม่มาชี้แนะไปจนโตหรืออย่างไร
plaipraya สมาชิก
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่างที่เค้าบอก การเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เด็กพัฒนาตัวเองจะดีกว่า โตขึ้นเด็กจะมีความคิดความอ่านเอง รู้ว่าอะไรควรและไม่ควร
..
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
"ไม่ใช่เราคอยคัดเลือกให้ลูกต้องเจอแต่คนดีของดีสภาพแวดล้อมดี ต่อไปเขาก็ไม่รู้จักคนจนคนที่ต่ำต้อย แยกแยะไม่ออกว่าในความไม่ดีมันก็มีความดี"

ผมว่าคุณไม่ต้องอ้างงถึงเด็ก homeschool หรอกครับ แค่ในโรงเรียนเอกชนดังๆ ที่ค่า เทอมแพงๆ เค้าก็กีดกันคนฐานะต่ำต้อย กันอย่างเยอะมาก ในทางตรงกันข้าม ลูกผม ซึ่งเป็นเด็ก homeschool คบทุกคนครับ ไม่เคยมองข้ามความเป็นมนุษย์ของใคร ให้เกียรติทุกคน ไม่เคยเห็นความสําคัญของวัตถุมากกว่าความเป็นมนุษย์ แล้วลูกผมก็มีเพื่อนเยอะมากด้วยครับ เค้าแยกแยะได้ว่าเงินที่พ่อแม่ของเพื่อนเค้าหามาได้หนะ หามาได้ยังไง โกงภาษีชาวบ้านมารึเปล่า เอาเปรียบชาวบ้านมารึเปล่า ผมว่าลูกชายผมเข้าใจคําว่า "สังคม" ดีกว่าคุณอีกนะครับ
สังคม เหรอ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คิดเห็นต่างกันได้ครับแต่กรุณาอย่าหยาบคายและใช้อารมณ์เดี๋ยวลูกจะเลียนแบบนะครับ  และได้โปรดกลับไปอ่านความเห็นตอบกลับความคิดเห็นที่แปดครับ
plaipraya สมาชิก
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่าติดดี ยึดดี ยึดถือการค้นหาตัวเอง มองว่าเป็นสิ่งดีเสมอ ผิดไปจากนี้ ใครไม่ค้นหาตัวเองคือไม่ดี เคยค้นหาตัวเองไปจนสุดหล้า เกินกว่าใครจะคาดคิด สุดท้ายพบว่ามันไม่มีอะไรต้องค้นหา ทุกอย่างมันอยู่ที่จิตเรากำหนดเอง อย่างสมดุล ไร้กังวล ตามความเป็นจริงของมันเอง แม้ทำงานอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ยุ่งเหยิง หรือเย็บปักถักร้อยอย่างเรียบง่าย ศิลปิน นักธุรกิจพันล้าน ก็ค้นพบตัวเอง ค้นพบความจริง ค้นพบความสุขได้เท่าเทียมกัน เพราะแท้จริงแล้ว มันไม่มีอะไรให้ต้องค้นหาทั้งสิ้น ตัวเอง ความจริงทุกอย่าง มันปรากฎอยู่ตรงหน้าเสมอ
toomeng
 
ความคิดเห็นที่ 9 +3 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมปลื้มผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เธอเป็นพิธีกร ดูดี ฉลาด ยิ่งมีข่าวดีๆแบบนี้ สาวๆน่าดูไว้
น่าปลื้ม
ความคิดเห็นที่ 7 +1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โรงเรียนในระบบปกติ ก็สามารถเรียนได้ ขึ้นกับพ่อแม่ครอบครัวเด็กมากกว่า 0-3ปีแรกของเด็กสำคัญมากก้จริง เพราะเป้นช่วงที่สมองพัฒนาการเต็มที่ แต่ทุกช่วงอายุไหนๆ ก็มีความสำคัญ ถ้าพื้นฐานครอบครัวแข็งแรง เด็กก็แข็งแรงด้วย ปล.ถ้ามีเงินแล้วคิดว่ารร.ทางเลือกหรือ home school ดีก็ทำได้ แต่จะเห็นว่าไมว่าจะใช้วิธีใด พ่อแม่ก้สำคัญที่สุด
ped doc.
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014