หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ อาญารัก

อาญารัก ตอนที่ 11

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
15 เมษายน 2556 07:19 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
อาญารัก ตอนที่ 11
        อาญารัก ตอนที่ 11 (ต่อ)
       
       ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนกำลังร่วมกินอาหารกันอย่างมีความสุข บนเรือนใหญ่ มีขุนภักดีเป็นประธาน หัวเราะกันร่าเริง ทานตะวันนั่งติดแดงน้อย คอยตักอาหารให้แดงน้อย พูดจาฉอเลาะจนทุกคนเห็นเด่นชัด
       
       สนนั่งติดทานตะวันกระซิบแนะนำให้เอาใจแดงน้อยตลอดเวลา
       “ตักอาหารให้พี่เขาสิคะ คุณหนูอี๊ด”
       เรียมมองแล้วขัดหูขัดตามาก
       “หนูอี๊ดจ๋า หนูให้พี่เขาตักอาหารเองดีกว่า เพราะพี่เขาอาจไม่ชอบอาหารที่หนูตักให้ก็ได้”
       “แม่เขาพูดถูกแล้วลูก” ขุนภักดีเห็นด้วย
       “จริงหรือพี่แดงน้อย ถ้าไม่ชอบหนูอี๊ดตักอย่างอื่นให้อีกก็ได้ค่ะ”
       “เอ้อ ชอบครับ ทุกอย่างอร่อยมาก ฝีมือน้าเนียนกับน้องติ๋วใช่ไหมครับ”
       ทานตะวันกระแทกช้อนส้อมบนจานแรงๆ
       “ใช่แล้ว ลาภปากของแกเลยแหละแดงน้อย ทั้งบ้านนี้ไม่มีใครมีฝีมือทำอาหารอร่อยเท่าน้าเนียน” เทิดศักดิ์ว่า
       “แม้แต่แม่หรือ” สนน้อยใจลูก
       “ถ้าพูดความจริง ก็ใช่ครับ ฝีมือคุณแม่สู้น้าเนียนไม่ได้”
       สนโกรธ
       “เอ๊ะ”
       “ฟังให้จบสิครับ เพราะ คุณแม่เป็นคุณนาย พวกคุณนายเขาไม่ได้ค่อยทำอะไรไงครับ นานทำที จึงมีผิดพลาด”
       “รอดตัวไป”
       สนค่อยหายงอน
       
       ส่วนแดงน้อยนั่งกินข้าวไปเหมือนมีอะไรมาบอกว่ามีคนแอบมอง แดงน้อยชะงักคำข้าวที่กำลังจะเข้าปาก มองออกไปนอกบ้านที่โคนต้นมะขาม
       
       เนียนนั่งตัวลีบเล็ก แอบมองไปบนเรือน ในทิศทางที่เห็นแดงน้อยชัดๆ เนียนนั่งยิ้มไปน้ำตาคลอไป
       เนียนเลิกสนใจอี๊ดไปในช่วงนี้ เพราะหันไปสนใจแดงน้อย
       “แดงน้อย แดงน้อยของแม่ แม่อยากจะบอกลูกว่า แม่ใส่ความรักความห่วงหาอาวรณ์ลูกทุกลมหายใจของแม่ไปในอาหารที่ลูกกำลังกิน”
       เนียนยิ้มทั้งน้ำตา สีหน้าเปี่ยมสุข
       
       ทุกคนทานอาหารไม่มีใครมองเห็นเนียนเหมือนกับแดงน้อยที่อุทานออกมา
       “น้าเนียน”
       แดงน้อยจึงกินอาหารค้าง
       “ไหนว่าอาหารอร่อย ทำไมหยุดกิน”
       พอขุนภักดีมองตามแดงน้อยไปบ้าง ก็เห็นเนียนเช่นกัน ให้แปลกใจ
       “เอ๊ะ”
       ฟากเนียนตกใจมากที่ท่านขุนมองมาเช่นเดียวกัน
       “ท่านขุน”
       เนียนรีบถอยหลบหายไปหลังต้นมะขาม เนื้อทองเดินมาตามหาแม่พอดี
       “แม่เนียน มานั่งหลบทำอะไรตรงนี้จ๊ะ”
       “แม่ เอ้อ แม่เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไรจ้ะ”
       เนื้อทองมองไปเห็นด้านบนเรือนที่กำลังกินอาหาร
       “แม่เนียนมาแอบมองคุณหนูอี๊ดอีกแล้ว”
       “เอ้อ แม่ว่าหนูไปเรือนคุณท่านกันเถิด ป่านนี้ท่านเรียกหาแล้วจ้ะ”
       เนียนกลบเกลื่อนรีบดึงแขนเนื้อทองพากันเดินไปจากที่นั่น
       
       วันต่อมาทองจันทร์หยิบพลูมาจากจานมองแล้วร้องถาม
       “ใครจีบพลูใส่จาน นางกบรึ นางกบ ๆ”
       เนื้อทองคลานเข่าเข้ามาหา
       “คุณท่านเรียกพี่กบหรือเจ้าคะ หนูจะไปตามให้เจ้าค่ะ”
       “ไม่ต้อง ฉันอยากรู้ว่าใครจีบพลูใส่จาน”
       เนื้อทองหน้าเจื่อน ชักใจเสีย “หนูเองเจ้าค่ะ หนูขอประทานโทษ ที่มาจีบพลูแทนพี่กบ”
       “วุ๊ย ไม่ต้องมาทำสีหน้าตกใจเหมือนกำลังจะโดนหวาย ฉันแปลกใจว่าทำไมวันนี้นางกบมันจีบพลูสวยหมากนั่นก็เจียนไว้สวยเกินผีมือนางกบย่ะ”
       เนื้อทองดีใจ “เอ้อ...ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ที่ไม่เอ็ดหนู”
       ทองจันทร์ค้อนวงใหญ่
       “ฉันไม่ใช่อันธพาลนี่ย่ะ จะได้เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด อ้าวแล้วนั่น ขนมแม่แกทำมารับแขกบ้านโน้นละสิ”
       “ทำให้ทุกคนแหละเจ้าค่ะ หนูทำให้คุณท่าน แม่ทำให้บ้านโน้นเจ้าค่ะ”
       “อืมเอ็งเก่ง มากนะ เก่งกว่าหนูอี๊ด แต่ก็นั่นแหละ เขามันลูกเศรษฐี ไม่ต้องทำอะไรเก่ง ก็ไม่อดตาย เอ็งมันลูกชู้ มันก็ต้องเก่งเข้าไว้”
       เนื้อทองฟังแล้วน้ำตาร่วงเผาะ ทองจันทร์รีบปลอบ
       “นี่ฉันทำเอ็งเสียน้ำตาจนได้สินะ เพราะดันไปพูดเรื่องแม่ของเอ็ง เอาละ ต่อไปนี้ฉันจะระวังตัวไม่พูดเรื่องนี้”
       ไม่พูดเปล่า ทองจันทร์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาจากชายพกมาเช็ดน้ำตาให้เนื้อทอง
       “เอ้อ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ หนู หนูไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ”
       “เอ็งนี่นอกจากสอบมอแปดได้ที่หนึ่งแล้ว เอ็งสอบชิงทุนได้ไหม”
       “ได้เจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์มองอย่างชื่นชม
       “รูปทรัพย์กับความรู้คู่ศักดิ์ศรี อันนารีมีความรู้น่ารักใคร่ แม่เอ็งเขาดีใจมากละสิ”
       “ดีใจจนร้องไห้เลยเจ้าค่ะ”
       “แม่เอ็งมีแต่น้ำตาเป็นเพื่อน ร้องไห้สถานเดียว นี่เขาหายไปไหนล่ะ”
       “เอาขนมไปเรือนโน้นเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์พยักหน้า
       “เอ็งนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ”
       “เจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์เดินกลับเข้าห้องไป เทิดศักดิ์เดินเข้ามานั่งหยิบขนมกิน เคี้ยวตุ๊ยๆๆ
       
       “อร่อยจัง”

อาญารัก ตอนที่ 11
        ขณะที่เนียนเดินมาวนเวียนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่ เพื่อแอบชื่นชมแดงน้อย ทานตะวันโผล่มาทางด้านหลังแหวใส่ทันที
       
       “แกมาแอบดูอะไร”
       “คุณหนูอี๊ด”
       “ฉันถามว่าแกมาแอบดูอะไร”
       “เอ้อ...”
       “แกต้องคิดอะไรไม่ดีแน่ บอกมานะ”
       เนียนส่ายหน้า น้อยใจเสียใจ
       “ฉันแค่เอาขนมมาที่ตึกนี้เท่านั้นเองค่ะ”
       “มาแล้วก็รีบไปสิ จะมาร่ำไรทำอะไรอยู่ ใช่แล้ว แกชอบมาแอบมองฉัน”
       “เอ้อ...”
       “ไม่ต้องมาเอ้อมาอ้า ถ้าแกแอบมองฉันอีก ขอให้แกตาเน่าตาหนอนไปให้พ้นนะ ไป ไปไปสิ”
       เนียนจึงถอยหลบไป พอเนียนถอยหลบไปแดงน้อยก้าวลงบันไดมา
       “เมื่อสักครู่ผมเห็นน้าเนียนอยู่แถวนี้”
       “ไม่มีดอกค่ะ พี่แดงน้อยตาฝาดค่ะ”
       แดงน้อยจึงงงๆ
       
       เทิดศักดิ์นั่งยิ้มมองหน้าเนื้อทองไปอย่างเพลิดเพลิน พลางกินขนมไปด้วยจนหมดจาน ทองจันทร์เดินออกมา เห็นเทิดศักดิ์กินขนมหมดไปแล้ว
       “ตายจริง ตาเทิดตะกละมาก มากินขนมอร่อยของย่าหมดเลย”
       “ก็มันอร่อยนี่ครับคุณย่า”
       “ทำตัวเป็นเปรต ตายอดตายอยากมาแย่งของกินย่า น่าตีนัก”
       “ตีผม ผมจะจับคุณย่ากับพวกฐานเล่นไพ่ตองซะให้เข็ด”
       “ก็ลองมาจับย่าสิจะตีให้หัวแตก จะเอาให้หน้าหล่อๆ แบะเสียโฉม”
       “คุณย่าไม่กล้าร๊อก นั่นอะไรในมือครับ วูบวาบทีเดียว”
       “รางวัลของยัยติ๋ว ที่มันสอบได้ที่หนึ่ง ที่มันสอบชิงทุนได้ไม่เอาทุนย่า รางวัลที่มันเจียนหมากพลูสวย ทำขนมอร่อยจนถูกเปรตมาแย่งกินหมด”
       เทิดศักดิ์หัวเราะชอบใจ ทองจันทร์ดึงตัวติ๋วมาแล้วใส่สร้อยพร้อมจี้เพชรสวยงามให้
       “สวยมากรู้ไหม เป็นของฉันตั้งแต่ยังเป็นสาวที่สวยมากๆ”
       “คุณย่าชมตัวเองด้วย แต่ผมก็เชื่อว่าสวย จี้นี่สักห้าร้อยบาทได้ไหมครับ” เทิดศักดิ์แซวขำๆ
       “ดูถูกสร้อยย่ารึ เดี๋ยวตีตาย ห้าหมื่นยังเอาไม่อยู่ ยัยติ๋วเอ็งเอาไปอวดแม่เอ็งบอกว่า ฉันสั่งห้ามอย่าร้องไห้อีก ฉันเหนื่อยใจแทนมัน”
       “เจ้าค่ะ”
       เนื้อทองก้มลงกราบ ทองจันทร์ดึงมือเด็กสาวไปวางบนตัก เทิดศักดิ์ยิ้มดีใจไปด้วย แล้วแบมือขอมั่ง
       “แล้วรางวัลนายร้อยตรีเทิดศักดิ์เล่าครับ คุณย่า”
       “สอบชิงทุนที่ไหนได้ รึ หรือว่าสอบได้ที่หนึ่ง”
       เทิดศักดิ์หัวเราะ ทองจันทร์หัวเราะไปด้วย เทิดศักดิ์จึงแกล้งหันไปเม้มเงินที่ทองจันทร์ใส่ไว้ในเชี่ยนหมากมาชูให้ดู
       “นี่ไงรางวัลของผม”
       “เดี๋ยวจะพ่นน้ำหมากใส่หน้าให้เข็ด”
       ทองจันทร์หัวเราะขำตีแขนหลานชายดังเผียะ
       
       ทานตะวันพาแดงน้อยเดินไปยังเรือนสน แดงน้อยยังติดใจเนียนไม่หาย
       “น้าเนียนอยู่ที่ไหนครับ พี่อยากเจอ”
       “ไม่ต้องไปเจอมันดอกค่ะ มันทำงานอยู่ตามก้นครัว คุณพ่อไม่ต้องการให้มันออกมาเพ่นพ่าน เพราะมันสร้างอับอายให้บ้านเรา เรื่องเป็นชู้กับเสือหนัก”
       “อะไรนะครับ”
       “มันเคยเป็นเมียน้อยคุณพ่อ ต่อมาแอบเป็นชู้กับเสือหนักนังติ๋วนั่นแหละค่ะ ลูกเสือหนัก”
       แดงน้อยนิ่งเงียบไป พยายามหันมองหาเนียน
       
       เนียนตามออกมาแอบมองหาแดงน้อยอีก เนื้อทองเข้ามาสะกิด
       “แอบดูคุณหนูอี๊ดอีกแล้ว ดูเท่าไหร่ไม่เบื่อ ขนาดเขาดุว่าแม่ก็ยังไม่เบื่อ”
       “แม่ แม่อยากคุยกับคุณแดงน้อยต่างหาก”
       “อ้าว นี่แม่เปลี่ยนมาแอบมองพี่แดงน้อยแล้วหรือจ๊ะ”
       “จ้ะ เอ๊ะ นั่น”
       เนื้อทองยิ้มกุมจี้ที่ห้อยอยู่กับสร้อยบนคอระหง
       “คุณท่านให้หนูจ้ะ สวยไหมจ๊ะ”
       “สวยที่สุดจ้ะ หนูได้ของสวยงามราคาแพงจากท่านแปลกว่าหนูโชคดีมาก”
       “ท่านเมตตาหนูจริงๆ”
       “หนูต้องดูแลท่านให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ท่านเมตตาหนู”
       “รับรองจ้ะแม่”
       เนียนยิ้มดีใจทำท่าจะร้องไห้ เนื้อทองส่ายหน้าห้าม
       “คุณท่านสั่งมาห้ามแม่ร้องไห้อีกจ้ะ ท่านคงอยากให้แม่ยิ้ม”
       “จ้ะ แม่จะพยายาม เออ หนูติ๋วจ๋า แม่วานหนูสักหน่อยได้ไหม”
       “ได้สิคะแม่เนียน จะให้หนูทำอะไรจ๊ะ”
       “แม่อยากคุยกับคุณแดงน้อย เชิญเขามาคุยกับแม่สักครั้งได้ไหม”
       เนียนยิ้มสีหน้ามีความหวัง
       
       ฟากสนกำลังพูดคุยกับแดงน้อยอย่างออกรส
       “ไปเมืองนอกกลับมาแล้ว มาเป็นนายอำเภอที่นี่นะคะ แดงน้อย”
       “ครับ ผมจะพยายาม แต่ก็อีกตั้งสามปี”
       “อีกสามปีมาช่วยเทิดศักดิ์จับเสือหนักให้ได้นะคะ”
       “ครับ คุณแม่ แต่ไม่แน่ ระหว่างนั้น เทิดศักดิ์เขาอาจจับเสือหนักได้ก่อนที่ผมจะกลับมาก็ได้ครับ”
       “หนูจะไปเป็นสาวปารีเซียงสามปีเหมือนกัน ห้ามพี่แดงน้อยพาแหม่มกลับมานะคะ” ทานตะวันพูดราวกับเป็นคู่รัก
       “ไม่มีหรอกครับ พี่ไปเรียนอย่างเดียว”
       “หรือเป็นเพราะว่ามีที่หมายเอาไว้ที่เมืองไทยแล้วคะ” สนแกล้งถาม
       “เอ้อ...”
       ขณะที่แดงน้อยอึกอักอยู่นั้น เนื้อทองเดินเข้ามาพอดี สนกับทานตะวันชักสีหน้า
       “เอ็งมาเรือนฉันทำไมใครเชิญเอ็ง”
       “แม่เนียนให้หนูมาเชิญคุณแดงน้อยไปพบค่ะ”
       “สะเออะ เป็นขี้ข้าอยากเสนอหน้ามาขอพบเพื่อนของนาย อย่าไปนะคะแดงน้อย” สนว่า
       “ใช่ค่ะ อย่าไป ต๊าย นั่นแกขโมยสร้อยเพชรคุณย่าที่ฉันเคยขอมาใส่” ทานตะวันใส่ไฟ
       “กระชากมันออกมาสิคะ เอาไปคืนคุณย่า” สนบอก
       ทานตะวันปราดไปจะกระชาก
       “อย่านะคะ คุณท่านให้ฉันเอง” เนื้อทองบอก
       สนกะทานตะวันตวาดพร้อมเพรียง “โกหก”
       เนื้อทองถอยไปชิดแดงน้อยที่ตกใจมาก สนรีบกระซิบบอกทานตะวัน
       “กระชากสิคะ”
       ทานตะวันกระชากมือของเนื้อทองที่กุมสร้อยเอาไว้ แดงน้อยทำอะไรไม่ถูก แต่ก็พยายามจะปกป้องเนื้อทอง
       “ผมว่าไปถามคุณย่าท่านก่อนไม่ดีหรือครับ น้องอี๊ด”
       “ถามทำไมกันคะ ก็สร้อยกับจี้นี่หนูเพิ่งขอคุณย่ามาแหม็บๆ แต่คุณย่าไม่ยอมให้ หนูน่ะหลานแท้ๆ แต่มันลูกชู้ คนรู้กันทั้งสุพรรณ เรื่องอะไรคุณย่าจะไปให้มัน”
       “เอ็งเอาคืนมาซะดีๆ นางติ๋ว หรือจะให้ฉันต้องลงมือกับเอ็ง”
       สนหันไปคว้าไม้เรียวจะมาตีติ๋ว เทิดศักดิ์ลงเรือนมาเจอพอดี
       “สร้อยกับจี้นั่นเป็นของน้องติ๋ว ผมเห็นกับตาว่าคุณย่าใส่ให้น้องติ๋วกับมือน้องอี๊ด คุณแม่สน ปล่อยน้องติ๋วนะครับ”
       
       สนกับทานตะวันมองหน้ากันแทบไม่เชื่อหู

อาญารัก ตอนที่ 11
        ขณะเดียวกันเรียมมาแวะหาทองจันทร์ที่บนเรือน เอาของมาฝาก
       
        “คุณแม่ขา เรียมซื้อเสื้อลูกไม้ใส่ไปวัดมาฝากคุณแม่ค่ะ”
        “จะมาขอบใจฉันละสิที่เอาจี้เพชรกับสร้อยที่เคยขอไว้ให้ยัยติ๋วให้มันไปเรียบร้อยแล้ว” ทองจันทร์บอกอย่างรู้ทัน
        เรียมดีใจ “จริงหรือคะ คุณแม่ให้จี้เพชรนั่นกับยัยติ๋วไปแล้ว”
        “จริงสิ แม่เรียม ก็เห็นแม่เรียมอยากให้มันหนักหนา แม่ก็เลยฉลองศรัทธา”
        “ขอบพระคุณคุณแม่มากค่ะ”
        “ถามจริงอยากให้ตอบดีๆ ด้วย ทำไมถึงอยากให้โน่นให้นี่ยัยติ๋วมันมากมายนัก”
        เรียมอึ้งไป คิดหาคำตอบ
        “เอ้อ..เพราะว่ายัยติ๋วคนนี้ ก็อย่างที่ท่านพระครูท่านทำนายเอาไว้ว่าแกจะเป็นที่พึ่ง แกเป็นคนดี มีอนาคต ผิดกับหนูอี๊ดของเรียม ทั้งที่เกิดวันเดียวกัน เรียมหวังจะให้แกเป็นที่พึ่งของหนูอี๊ดในภายภาคหน้าที่ไม่มีเรียมแล้วค่ะ ก็เลยอยากให้แกดูดี”
        “เหตุผลก็ใช้ได้นะ แต่แม่ฟังไม่ค่อยจะขึ้น เด็กมันไม่ใช่พี่น้องกัน มันจะมาดูแลกันทำไม มิหนำซ้ำไอ้คนฝ่ายของเรา จ้องคอยจิกคอยทึ้งเขาตลอดเวลา”
        “แต่เรียมมั่นใจว่าเนียนไม่ได้มีชู้ และถ้าเนียนไม่มีชู้หนูติ๋วก็คือลูกพี่เทพและเป็นพี่น้องกับหนูอี๊ด”
        “ไฮ้..แม่ฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เอาเถิดมันเป็นเด็กดีจริงๆ แม่ยอมรับเผื่อเรื่องที่แม่เรียมพูดจริง เกิดแม่ไม่ให้มันแต่ ดันตายเสียก่อน วิญญาณคงตาค้างหลับไม่ลง ปล่อยให้หนทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์เนียน”
        “ค่ะ”
        ทองจันทร์เริ่มเอนเอียงมาทางเรียมบ้างแล้ว
       
        ส่วนที่เรือนเล็ก สนกับทานตะวันไม่พอใจเนื้อทองมาก จนได้เทิดศักดิ์มาห้ามเอาไว้ได้ แดงน้อยก็แอบโล่งใจ แต่สองคนยังหาเรื่องเนื้อทองและเนียนเล็กๆ น้อยต่อไปอีกจนได้
        “แม่แกนึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านงั้นรึ เอาสิทธิ์อะไรมาเชิญแขกของพวกฉันไปพบ หน้าด้านหน้าหนาหน้าไม่มียางอาย”
        “ผมเองต่างหากครับ ที่กำลังจ้องหาโอกาสจะไปพบปะพูดคุยกับน้าเนียน เพราะน้าเนียนกับแม่แพรของผมนับญาติเป็นพี่น้องกัน”
        “ต๊าย ลดตัวลงไปนับญาติกับขี้ข้าทำไมกันคะ นางติ๋ว แกก็เหมือนกันต่อไปนี้อย่าทะลึ่งไปเรียกพี่แดงน้อยว่าพี่ แกต้องเรียกว่าคุณแดงน้อย”
        “คุณหนูอี๊ดจ๋า พี่บอกหลายครั้งแล้วว่าสมัยนี้เขาไม่มีขี้ข้ากันแล้ว”
        “นางเนียนแม่แกต้องวางแผนอะไรแน่ๆ” ทานตะวันส่งสายตาจ้องแดงน้อย
        “ทำไมน้องอี๊ดเรียกน้าเนียนว่านางเล่าครับ”
        “ก็เพราะว่ามันคือคนใช้ ทำไมจะเรียกไม่ได้ หรือจะให้หนูเรียกมันคุณนายเนียน ก็ได้ค่ะ คุณหนูติ๋วเจ้าขา คุณนายเนียนให้มาเชิญพี่แดงน้อยไปทำอะไรไม่ทราบเจ้าค่ะ”
        “ผมได้ยินคุณนายแม่บอกกับผมว่า แม่ของน้องติ๋วก็เป็นภรรยาของท่านขุนเหมือนกันนะครับ” แดงน้อยพูดต่อไม่ลดละ “ถ้าใครเพรียกพวกเขาอย่างที่น้องอี๊ดบอกก็คงจะถูกต้องครับ”
        “หนูมาเรียนเชิญพี่แดงน้อยเสร็จแล้ว หนูขอตัวก่อนนะคะ”
        เนื้อทองเดินน้ำตาคลอตัดบทออกไปไม่อยากต่อเรื่อง
        “ต๊าย ไม่มีสัมมาคารวะ ไปไม่ลามาไม่ไหว้ เดินหนีฉันไปหน้าตาเฉย อีเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไม่เคารพคนเหนือกว่า”
        “ก็พ่อมันเป็นโจร มัวแต่ไปปล้นจะเอาเวลาที่ไหนมาสอนลูกคะแม่สนละก้อมันจะเคารพใครเป็น” ทานตะวันผสมโรง
        “หวังแต่จะให้ผู้อื่นมาเคารพตัวเอง ดูตัวเองบ้างก่อนดีไหมว่าน่าเคารพเพียงไหน” เทิดศักดิ์ว่า
        “นี่เทิดศักดิ์กำลังด่าแม่”
        “เปล่าครับผมเตือนน้องอี๊ด ขอตัวก่อน ต้องไปรายงานตัวกับเจ้านายที่อำเภอ แดงน้อยไปคุยกับน้าเนียนให้สนุก”
        “พบกันตอนเย็นนะเทิดศักดิ์”
        “พี่แดงน้อยขา หนูขอเตือนนะคะว่านางเนียนมันกำลังเอาลูกชู้คนสวยมาล่อพี่แดงน้อย” ทานตะวันว่า
        “น้องติ๋วน่ารักน่าชื่นชม แม้แต่เทิดศักดิ์ก็ยังชมเธอให้ผมฟังเสมอ ความดีงามของเธอคือสิ่งที่ล่อให้ใครๆ มาผูกมิตรกับเธอ” แดงน้อยว่า
        ไม่มีใครฟังสองคน ต่างเดินหนีกันหมด
       
        สามคนนั่งอยู่ที่ตั่งตรงลานหน้าเรือนทองจันทร์ เนียนมือไม้สั่นรับไหว้แดงน้อย มองเอาๆ จนพูดไม่ออก
        “สวัสดีครับ น้าเนียน”
        เนียนเริ่มตัวสั่น ปากสั่น คำพูดติดอยู่แค่ลำคอ โดยไม่ทันคิด มือสั่นๆ ของเนียนก็เอื้อมไปจับแขนแดงน้อย
       ลูบคลำไปมา ดวงตาแสดงความรักใคร่เทิดทูนอย่างเปิดเผยเก็บงำไม่อยู่
        เนียนพยายามเอ่ยปากเรียกอย่างเต็มตื้น “คุณแดงน้อย”
        แดงน้อยเริ่มรับสัมผัสที่เนียนส่งมาให้อย่างรวดเร็วไปจนถึงหัวใจ
        “ครับ น้าเนียน”
        เนียนพยายามกลั้นสะอื้น ในที่สุด เนียนก็สะอื้นร้องไห้ออกมาน้ำตานองหน้า
        “คุณแดงน้อย ของ...” เนียนหยุดแค่นั้น
        “แม่เนียนจ๋า อย่าร้องไห้ คุณท่านเพิ่งสั่งมาว่าอย่าร้องไห้”
        แดงน้อยตกใจ “ผม ทำอะไรให้น้าเนียนไม่สบายใจหรือเปล่าครับ”
        “เปล่า เปล่า น้า เอ้อน้าตื้นตันใจ ดีใจแทนพี่แพร ที่มีลูกชายโตเป็นหนุ่มขนาดนี้”
        “ผมไม่ใช่ลูกแม่แพรแท้ๆดอกครับ แม่ผมตายตั้งแต่เล็กๆ”
        เนียนคราง “โธ่...”
        “แม่เนียนขี้สงสารน่ะค่ะ”
        “ลุงสินของผมฝากให้แม่แพรกับลุงโพล้งให้ดูแลผมมาจนโตป่านนี้ครับ” แดงน้อยบอก
        “ลุงสิน สบายดีหรือคะ”
        “น้าเนียนรู้จักลุงสินด้วยหรือครับ”
        “เอ้อ.. เคยรู้จักนานมาแล้วจ้ะ ว่ายังไงจ๊ะ...” เนียนเริ่มกล้ามากขึ้น “ลุงสินสบายดีไหมจ๊ะ”
        “ลุงไม่ได้อยู่กับเราครับ นานครั้งลุงจะมาหาผม แต่ตอนนี้ลุงเงียบหายไปเลย แต่ลุงก็เขียนจดหมายมาบอกว่าลุงทราบแล้วว่าผมเรียนจบ”
        “ดีใจด้วยนะคะ ที่เรียนจบแล้ว”
        “พี่แดงน้อยสอบชิงทุนได้ไปเรียนปริญญาโทที่เมืองนอกด้วยจ้ะ”
        เนียนดีใจ “เก่งเหลือเกิน..เก่งที่สุด น่าชื่นใจปลื้มใจจริงๆ”
        “ขอบพระคุณครับ”
        “วันนี้แม่เนียนคุยเก่งที่สุดตั้งแต่หนูเกิดมา ยิ้มเก่งที่สุดด้วย ขอบคุณพี่แดงน้อยที่ทำให้แม่หนูมีความสุข”
       
        ทั้งสามยังคงคุยกันอย่างมีความสุข

อาญารัก ตอนที่ 11
        ผิดกับสนและทานตะวัน ที่ออกอาการหงุดหงิด ปรึกษานางช้อยใจชั่วกันอยู่สามคนบนเรือนสน
       
        “แม่สนไม่เคยเกลียดใครเท่าอีสองคนแม่ลูกนี่เลยค่ะ”
        “เหมือนหนูไม่มีผิด”
        “แล้วจะมัวเงื้อง่าราคาแพงไปเรื่อยๆ อยู่ทำไมคะ คุณหนูอี๊ดคุณสน”
        “ลองให้ของราคาแพงมากกับมันอย่างนี้ แปลว่าคุณย่าหลงมันจนลืมหนูอี๊ดอย่างที่แม่สนกังวลแล้ว”
        “แม่สนไปกับหนู ตามไปด่านางสองแม่ลูกนั่นนะคะ”
        “จะไหวหรือคะ เรือนคุณท่านนะคะ ใครกล้าไปด่าใครที่นั่นหัวกุดนะคะ” ช้อยเตือน
        “จริงด้วยค่ะ ไม่เหมาะค่ะ ไปฟ้องคุณพ่อดีกว่าค่ะ” สนสั่ง
        “ไปยุแยงตะแคงรั่วให้คุณพ่อด่าพวกมันเอาจี้คืนมาให้ได้ค่ะ” ช้อยเสี้ยม
        ทานตะวันพยักหน้า รีบเดินหายไปสองคนหันมายิ้มให้กัน
        “โง่เหมือนอีเรียม” สนบอก
        “แต่ร้ายเหมือนคุณสน” ช้อยว่า
        “อีช้อย”
        ช้อยยิ้มแห้งๆ
       
        ที่ลานเรือนทองจันทร์ เนียนยังคงเป็นปลื้มกับการชื่นชมแดงน้อย
        “เป็นบุญเป็นกุศลเหลือเกินที่ได้เห็นคุณแดงน้อยได้ไปเรียนต่อที่เมืองนอก ตั้งใจเรียนกลับมาช่วยเหลือคนยากคนจนนะคะ กลับมาเป็นที่พึ่งของแม่...เอ้อ..แม่แพรกับลุงโพล้งนะคะ”
        ทองจันทร์โผล่ออกมาเขม้นมอง
        “ขาไพ่ตองของฉันหายไปไหนหมด อ้าว นั่งอยู่นั่น สามคน มามะมาเล่นไพ่ตองกับฉัน มามะ ไม่มาเจอปาหัวด้วยเชี่ยนหมาก”
        ทองจันทร์กวักมือเรียกสามคนเหยงๆ
       
        ส่วนขุนภักดีนั่งดื่มเมรัยไป แล้วเริ่มเมาไม่น้อย มีเอกคอยรับใช้
        “ไอ้เอก เอ็งว่าเกิดเป็นท่านขุนภักดีภูบาลนี่มันดีหรือเลวกันแน่”
        “ดีสิขอรับ ดีมากๆ เสียด้วย ใครๆ ก็นับหน้าถือตา โจรผู้ร้ายก็หวาดผวา”
        “เฮ้ย หวาดผวาประสาบ้าอะไร ทำไมมันดันมาเป็นชู้กับเมียของกู เมียของกูก็ดันเห็นโจรดีกว่าผัว”
        “ท่านขุนขอรับ เรื่องนี้ความจริงก็ยังไม่กระจ่าง”
        “ไอ้เอกเอ็งก็เห็นกับตาพร้อมกับข้าว่า มันเอาสร้อยเอาแหวนของกูให้ชู้”
        “เห็นกับตา แต่ไม่ได้ยินกับหูสักหน่อยว่าเขาพูดอะไรกันนะขอรับ”
        “นี่มึงกล้าขัดกู มึงเข้าข้างนางแพศยา”
        ขุนภักดียกตะพดจะตีเอก เอกถอยกรูด ทานตะวันเดินเข้ามาพอดี ท่านขุนยกค้าง
        “ว๊ายคุณพ่อ...อย่าตีหนูอี๊ด ค่ะ”
        เอกแอบถอนใจโล่งอก
        “คนสวยของพ่อ มานั่งข้างๆ พ่อสิลูก”
        ทานตะวันทำหน้าเบะจะร้องไห้
        “หนูไม่ยอมค่ะ คุณพ่อ นางเนียนกับนางติ๋วมัน…”
        “มันทำอะไรหนู”
        เอกแอบหันมาทำหน้าเบื่อหน่าย
       
        ฟากทองจันทร์ออกอาการดี๊ด๊าสนุกสนานมากๆ สอนให้สามคนเล่นไพ่ตอง แถมพูดติดตลกไปด้วย
        “แย่มาก เล่นกันไม่เป็นสักคน ต้องให้คนแก่สอน ดีไม่ดีหมวดเทิดศักดิ์เขามาเห็นโดนจับหมดสี่คน เลิกๆๆ หิวข้าวแล้ว กินข้าวกันดีกว่าพ่อแดงน้อยคนนี้ มากินด้วยกันที่นี่เถิดนะ”
        “ครับ เอ้อ”
        เนียนรีบรับทันที “ดีค่ะ น้ากับหนูติ๋วจะรีบไปทำอาหารให้ทานค่ะ ชอบทานอะไรบอกน้าได้ค่ะ”
        ทุกคนงงเนียนที่กลายเป็นคนช่างพูด
        “ผีที่ไหนมาแอบเจาะปากให้เนียนมันกลายเป็นช่างพูด” ทองจันทร์แขวะ
        “แม่เนียนชื่นชมพี่แดงน้อยมากน่ะเจ้าค่ะ” เนื้อทองบอก
        “ก็น่าจะชื่นชมหรอกนะ เก่งอย่างนี้ไม่แดงน้อยดอก ต้องแดงมาก นี่พ่อแดงมากจ๋า ดูหน้าตาของพ่อสิ ช่างเหมือนกับแม่เนียนยังกับแม่ลูก เหมือนยัยติ๋วด้วย นี่ถ้าไปเดินตลาดกันสามคนใครเขาคงเข้าใจว่าแม่พาลูกสองคนมาชมตลาด หรือว่าจะมีใครเถียงว่า...ฉันพูดไม่เอาอ่าว”
        แดงน้อยเห็นด้วย “คุณย่าพูดถูกครับ ผมเองเวลาส่องกระจกยังแปลกใจตัวเองว่าทำไมหน้าเหมือนน้องติ๋ว”
        “ยัยติ๋ว เราว่ายังไง”
        “เจ้าค่ะ หนูก็ว่าหน้าหนูเหมือนพี่แดงน้อยเจ้าค่ะ”
        “ถ้าอย่างนั้น วันนี้เรามากินข้าวด้วยกันทั้งหมดนี่ติ๊ดต่างว่ากินข้าวกันแม่ๆ ลูกๆ” ทองจันทร์ว่า
        เนียนตะลึง “คุณท่าน”
        “เนียนแกไม่ต้องมาทำหน้าปฎิเสธ อย่าให้ฉันมีโมโห เดี๋ยวจะขว้างเชี่ยนหมากใส่หัวแก” ทองจันทร์ดุแต่ท่าทีน่าขันไม่จริงจัง
        “เจ้าค่ะ...กินเจ้าค่ะ”
        ทองจันทร์ยิ้ม เนียนปลื้มปริ่มจนตัวแทบลอย สีหน้ามีแต่ความสุข
       
        ส่วนทานตะวัน ร้องไห้ไปฟ้องไปด้วย
        “คุณย่าให้สร้อยเพชรเส้นที่หนูเพียรขอแล้วขออีกไปให้คนอื่น”
        “คนอื่น คุณย่าเอาไปให้ใครหรือลูก”
        “นางติ๋วค่ะ”
        “อะไรนะ”
        “เอาแล้วไง” เอกพึมพำ “บ่อนแตก”
        “นางเนียนมันยุให้ลูกมันปะเหลาะขอของคุณย่าค่ะ”
        “นางนี่บังอาจ”
        “แค่นั้นที่ไหนกันคะ หนูกับแม่สนกำลังคุยกับพี่แดงน้อย มันส่งลูกมันมาอ่อยเหยื่อล่อปลากะพง เรียกพี่แดงน้อยไปหามันหน้าตาเฉย”
        “แล้วแดงน้อยเขาไปไหมล่ะ”
        “แจ้นไปเลยแหละค่ะ”
        เอกพึมพำต่อ “สาแก่ใจจริงๆ”
        “ยังไม่หมดค่ะ ก็ไอ้เรื่องที่มันขึ้นไปลอยหน้าอยู่ในห้องเก่าของคุณแม่กันทั้งสองคนแม่ลูกนั่นก็ขัดหูขัดตา ขัดใจหนูเป็นที่สุด คุณพ่อว่ามันเหมาะแล้วหรือคะ”
        “ไม่เหมาะดอกจ้ะ ลูกรักเดี๋ยวพ่อจะไปจัดการให้”
        ทานตะวันกอดประจบพ่อไว้แน่น
        “คุณพ่อน่ารักที่สุด”
       
        เอกมองทำหน้าเอือมระอา พ่อหูเบาลูกขี้อิจฉา

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 22 (ต่อ)
อาญารัก ตอนที่ 22 จบบริบูรณ์
อาญารัก ตอนที่ 21
อาญารัก ตอนที่ 20
อาญารัก ตอนที่ 19
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 13 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 12 คน
93 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
7 %
ความคิดเห็นที่ 16 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
"H'm?"Blood cloud stared overlord's one eye. christian louboutin sale http://www.sanantoniolabyrinth.com
christian louboutin sale
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
a memoir of fashion dreamer's life in vogue
moncler polo http://comment.ofqual.gov.uk/ritstest/moncleroutlet.php
moncler polo
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Lady Griz hand Selvig 800th career win with 68 61 victory over PortlandGriz up to fifth in TSN poll, highest ranking of seasonBig Sky honors Sac State QB SafronNorth Dakota football coach firedSince 1897, the Cat Griz rivalry has captivated the stateFamily health: Prepare yourself and your vehicle for winter drivingFitness calendarBirths for Tuesday, November 19Angler with 4th place total takes Fall Mack Days fishing tournament titleWestern Montana hunters get help from fresh snow, rutIf the name Grace Coddington is familiar, you've probably seen the 2009 documentary film "The September Issue" about Vogue magazine's Editor in Chief Anna Wintour, the most feared and revered woman in fashion. Now Coddington, the longtime creative director of Vogue, has her own star vehicle, an engaging memoir titled "Grace," co written with Michael Roberts. For anyone with a passing interest in the fashion industry, it's worth a read for the name dropping alone.As became clear in the film, which chronicled the magazine's staff as they put together the 4 pound September 2007 issue, Coddington is not the Anna Wintour or Diana Vreeland type. You won't hear her barking orders at assistants or making dramatic pronouncements about pink.But she is equally passionate, a wild haired dreamer who thinks that fashion should be transporting, provocative and even intellectual, who bemoans the dominance of celebrities and digital hocus pocus in fashion photography and who isn't afraid to take on Wintour.The book is a window into how fashion has changed from a small, niche business into a global pop culture medium. It chronicles Coddington's 50 years in the industry, first as a model, then as a fashion editor for British Vogue and finally as creative director for American Vogue, with lots of juicy anecdotes about designers, photographers, celebrities and models.She compares the fashion world then and now and offers clues into her relationship with Wintour. She's also open about her private life, including details about failed marriages, the tragic death of her sister Rosemary and her 30 year romance with French hairstylist Didier Malige. She tells colorful stories behind many of the fashion shoots she has styled, but I do wish she had offered more insight into her role in the creative process.Coddington begins by painting a picture of her upbringing as romantic as any photo shoot. For her first 18 years, her home was the Trearddur Bay Hotel on the island of Anglesey off the coast of North Wales. "Although it was bleak, I saw beauty in the bleakness." When she wasn't outdoors, she amused herself by looking at picture books, reading fairy tales and, yes, studying the pages of Vogue magazine. As a teen, she went to a convent school and has vivid memories of the nuns roller skating on the rooftop, "flapping about surreally in their robes like crows on wheels."At 18, she moved to London to attend a modeling course advertised in Vogue. The fashion world was much different in 1959. Coddington had to learn how to apply her own makeup and style her own hair, because makeup artists and hairdressers specializing in photo shoots were nonexistent. A meeting with photographer Norman Parkinson led to her first modeling job running naked through the woods for an arty fashion catalog.Coddington became an overnight success. "I was a character, rather than a pretty model, and I suppose that's exactly what I look for in the girls I now select to put in American Vogue the ones who are quirky looking."She earned the nickname "The Cod" (to Jean Shrimpton's "The Shrimp"), danced the twist on Mary Quant's catwalk and became a muse to Vidal Sassoon, who created his famous five point cut on Coddington. Her modeling career was derailed for two years by a car accident, which scarred her left eyelid. But eventually things picked up again, and she settled into life in 1960s swinging London and Paris, hanging out with a fast crowd that included Michael Caine, Jane Birkin, the Beatles and the Rolling Stones.Her fashion editing career coincided with the beginning of her relationship with Michael Chow and the opening of his glamorous restaurant Mr. Chow, which attracted a starry crowd. "Naturally, we were forever being photographed at home, draped among our symbols of 'with it ness' as one of London's most happening couples; him, the cool young restaurateur, nonchalantly swinging in a hammock hung from the minstrel's gallery and me, the sophisticated style maker, perkily sitting cross legged atop a giant pop art version of a Campbell's soup can."At the height of the bohemian 1970s, she dyed her hair with henna and permed it (it would stay the same for much of the next 40 years), dressed almost exclusively in Yves Saint Laurent, had a fling with a Vietnamese photographer and spent her evenings at Club Sept in Paris. Coddington worked with the who's who of fashion. She shot Anjelica Huston with photographer David Bailey and Pat Cleveland with Helmut Newton.When Bea Miller, who had edited British Vogue for 22 years, retired, Coddington interviewed for the job but says she knew deep down she wasn't suited for it and thought that Wintour, then the creative director of American Vogue, should get it.Wintour did get it. Two days into her editorship, she invited Coddington to a screening of the racy film "Betty Blue." The two sat in dead silence through the opening sequence, a vivid five minute sex scene."Anna was rigid and unmoving. No sign of any emotion at all," Coddington writes. "I then realized how much significance Anna places on willpower trumping feelings."In 1988, when Wintour was appointed editor in chief at American Vogue, Coddington asked to join her. Coddington's narrative style fashion features and travelogues, a sampling of which appear in the book, became the heart and soul of the magazine, even as its pages became increasingly taken over by celebrities. Through her visual canvases, she interpreted the New Romantic period, grunge and the South Beach blinged out 1990s, and persuaded superstar designers Tom Ford, Marc Jacobs and others to play roles in a shoot based on "Alice in Wonderland."She sums up her creative process this way: "For me, one of the most important aspects of my work is to give people something to dream about, just as I used to dream all those years ago as a child looking at beautiful photographs."The book ends with a chapter on then and now. "Fashion has changed so much in my lifetime," Coddington writes. "Today, I find myself at the collections, asking, 'Who are all these people?' Sometimes I think I'm the last remaining person who comes to the shows for the pleasure of seeing the clothes."At 71, she seldom wears makeup and doesn't socialize much. But her attempt in the last 100 pages to distance herself from the term "fashionista" is a bit of a stretch. Clearly, Coddington has led a most charmed life. Otherwise, we wouldn't be reading about it.We provide this community forum for readers to exchange ideas and opinions on the news of the day. Passionate views, pointed criticism and critical thinking are welcome. Comments can only be submitted by registered users. By posting comments on our site, you are agreeing to the following terms:
Women louis vuitton Monogram Canvas http://comment.ofqual.gov.uk/wordpress/lvSurprise.php?s=authentic+Women+louis+vuitton+Monogram+Canvas+Boetie+Brown+uk&p=229072
Women louis vuitton Monogram Canvas
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
a memoir of fashion dreamer's life in vogue
mahina xl louis vuitton http://www.lesetoilesdusport.com/sacslouisvuitton.php?s=mahina+xl+louis+vuitton&p=172459
mahina xl louis vuitton
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
a memoir of fashion dreamer's life in vogue
white ray ban http://comment.ofqual.gov.uk/library/raybanuk.php?s=white+ray+ban&p=193219
white ray ban
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
0 with win over Nets
christian louboutin ireland http://www.theoscarspot.com/store/redsolesshoes.php?s=christian+louboutin+ireland&p=402007
christian louboutin ireland
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Lady Griz hand Selvig 800th career win with 68 61 victory over PortlandGriz up to fifth in TSN poll, highest ranking of seasonBig Sky honors Sac State QB SafronNorth Dakota football coach firedSince 1897, the Cat Griz rivalry has captivated the stateFamily health: Prepare yourself and your vehicle for winter drivingFitness calendarBirths for Tuesday, November 19Angler with 4th place total takes Fall Mack Days fishing tournament titleWestern Montana hunters get help from fresh snow, rutIf the name Grace Coddington is familiar, you've probably seen the 2009 documentary film "The September Issue" about Vogue magazine's Editor in Chief Anna Wintour, the most feared and revered woman in fashion. Now Coddington, the longtime creative director of Vogue, has her own star vehicle, an engaging memoir titled "Grace," co written with Michael Roberts. For anyone with a passing interest in the fashion industry, it's worth a read for the name dropping alone.As became clear in the film, which chronicled the magazine's staff as they put together the 4 pound September 2007 issue, Coddington is not the Anna Wintour or Diana Vreeland type. You won't hear her barking orders at assistants or making dramatic pronouncements about pink.But she is equally passionate, a wild haired dreamer who thinks that fashion should be transporting, provocative and even intellectual, who bemoans the dominance of celebrities and digital hocus pocus in fashion photography and who isn't afraid to take on Wintour.The book is a window into how fashion has changed from a small, niche business into a global pop culture medium. It chronicles Coddington's 50 years in the industry, first as a model, then as a fashion editor for British Vogue and finally as creative director for American Vogue, with lots of juicy anecdotes about designers, photographers, celebrities and models.She compares the fashion world then and now and offers clues into her relationship with Wintour. She's also open about her private life, including details about failed marriages, the tragic death of her sister Rosemary and her 30 year romance with French hairstylist Didier Malige. She tells colorful stories behind many of the fashion shoots she has styled, but I do wish she had offered more insight into her role in the creative process.Coddington begins by painting a picture of her upbringing as romantic as any photo shoot. For her first 18 years, her home was the Trearddur Bay Hotel on the island of Anglesey off the coast of North Wales. "Although it was bleak, I saw beauty in the bleakness." When she wasn't outdoors, she amused herself by looking at picture books, reading fairy tales and, yes, studying the pages of Vogue magazine. As a teen, she went to a convent school and has vivid memories of the nuns roller skating on the rooftop, "flapping about surreally in their robes like crows on wheels."At 18, she moved to London to attend a modeling course advertised in Vogue. The fashion world was much different in 1959. Coddington had to learn how to apply her own makeup and style her own hair, because makeup artists and hairdressers specializing in photo shoots were nonexistent. A meeting with photographer Norman Parkinson led to her first modeling job running naked through the woods for an arty fashion catalog.Coddington became an overnight success. "I was a character, rather than a pretty model, and I suppose that's exactly what I look for in the girls I now select to put in American Vogue the ones who are quirky looking."She earned the nickname "The Cod" (to Jean Shrimpton's "The Shrimp"), danced the twist on Mary Quant's catwalk and became a muse to Vidal Sassoon, who created his famous five point cut on Coddington. Her modeling career was derailed for two years by a car accident, which scarred her left eyelid. But eventually things picked up again, and she settled into life in 1960s swinging London and Paris, hanging out with a fast crowd that included Michael Caine, Jane Birkin, the Beatles and the Rolling Stones.Her fashion editing career coincided with the beginning of her relationship with Michael Chow and the opening of his glamorous restaurant Mr. Chow, which attracted a starry crowd. "Naturally, we were forever being photographed at home, draped among our symbols of 'with it ness' as one of London's most happening couples; him, the cool young restaurateur, nonchalantly swinging in a hammock hung from the minstrel's gallery and me, the sophisticated style maker, perkily sitting cross legged atop a giant pop art version of a Campbell's soup can."At the height of the bohemian 1970s, she dyed her hair with henna and permed it (it would stay the same for much of the next 40 years), dressed almost exclusively in Yves Saint Laurent, had a fling with a Vietnamese photographer and spent her evenings at Club Sept in Paris. Coddington worked with the who's who of fashion. She shot Anjelica Huston with photographer David Bailey and Pat Cleveland with Helmut Newton.When Bea Miller, who had edited British Vogue for 22 years, retired, Coddington interviewed for the job but says she knew deep down she wasn't suited for it and thought that Wintour, then the creative director of American Vogue, should get it.Wintour did get it. Two days into her editorship, she invited Coddington to a screening of the racy film "Betty Blue." The two sat in dead silence through the opening sequence, a vivid five minute sex scene."Anna was rigid and unmoving. No sign of any emotion at all," Coddington writes. "I then realized how much significance Anna places on willpower trumping feelings."In 1988, when Wintour was appointed editor in chief at American Vogue, Coddington asked to join her. Coddington's narrative style fashion features and travelogues, a sampling of which appear in the book, became the heart and soul of the magazine, even as its pages became increasingly taken over by celebrities. Through her visual canvases, she interpreted the New Romantic period, grunge and the South Beach blinged out 1990s, and persuaded superstar designers Tom Ford, Marc Jacobs and others to play roles in a shoot based on "Alice in Wonderland."She sums up her creative process this way: "For me, one of the most important aspects of my work is to give people something to dream about, just as I used to dream all those years ago as a child looking at beautiful photographs."The book ends with a chapter on then and now. "Fashion has changed so much in my lifetime," Coddington writes. "Today, I find myself at the collections, asking, 'Who are all these people?' Sometimes I think I'm the last remaining person who comes to the shows for the pleasure of seeing the clothes."At 71, she seldom wears makeup and doesn't socialize much. But her attempt in the last 100 pages to distance herself from the term "fashionista" is a bit of a stretch. Clearly, Coddington has led a most charmed life. Otherwise, we wouldn't be reading about it.We provide this community forum for readers to exchange ideas and opinions on the news of the day. Passionate views, pointed criticism and critical thinking are welcome. Comments can only be submitted by registered users. By posting comments on our site, you are agreeing to the following terms:
mulberry york http://www.cubbins.co.uk/mulberryuk.php?s=mulberry+york,mulberry+york,mulberry+york&p=457734
mulberry york
 
ความคิดเห็นที่ 5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Sun Wukong turned over to open ever a segment dust to flow to its map, on the map used monkey finger after circle painted, Sun Wukong's finger finally stay around a named fire Yan mountain range of place, lived six there fire Yan within general situation dint Ge, but Sun Wukong naturally to fire word comparison sensitive, this just has Sun Wukong greatly made fire Yan Ge of an act.
authentic Mike Williams Jersey http://www.cauthornnohrlaw.com/525/authentic-mike-williams-jersey-red-orange-white-ladies-mens-kids-team-all-jerseys/
authentic Mike Williams Jersey
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Creating simple Christmas crafts are one of the family traditions being practiced until now. These creative crafts only need material that we already see around the house. We just have to recycle them and everything will look brand new. Once you buy pack of royalty free images to download, you will receive instant Christmas images and have great results with paste imagination. Here are some of the Creative Christmas Crafts:The Christmas PlacementUsing your old Christmas cards, just tear off the back portion where the messages are written. Just print out your selected royalty free image. You will need three Christmas card regular sized images to make the Christmas placement. Glue the decoration of the card up side down on a sheet of colored construction paper. Once the glue dries, cover the front of the craft and the back using clear paper. Make sure there are no gaps or any open sides. Kids will love eating on their own plates with their own handmade place mats.The Santa Ornament:This is great for everyone especially for the kids to give to their friends. Look for plastic ornaments at your nearest craft store. These ornaments can be used by putting your baggage inside it. Open these ornaments and then place peppermints on it. Then close it again. Using wooden balls, glue all of the jiggly eyes. Glue the ball on the top of the ornament. Then add cotton to serve as his hair on the head, mustache and as beard. Glue red felt hat on his head. Then at the ornament base, glue a piece of black paper to serve as his belt. Make all of the body parts look like Santa Claus. The Countdown chainCut green and red construction paper into thin strips. Search for used Gift Wrappers so you can recycle those. You can decorate the strips with glitter glue and Christmas writing. Form the thin strips into connecting shape and then glue each of them. When the glue already dries, hang it within the level where children can easily reach. Every day children pass by; they will tear the strips attached on the chain until everything is gone, just in time for the holiday!
ghd online http://www.naymz.com/images/hair.htm/
ghd online
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Lady Griz hand Selvig 800th career win with 68 61 victory over PortlandGriz up to fifth in TSN poll, highest ranking of seasonBig Sky honors Sac State QB SafronNorth Dakota football coach firedSince 1897, the Cat Griz rivalry has captivated the stateFamily health: Prepare yourself and your vehicle for winter drivingFitness calendarBirths for Tuesday, November 19Angler with 4th place total takes Fall Mack Days fishing tournament titleWestern Montana hunters get help from fresh snow, rutIf the name Grace Coddington is familiar, you've probably seen the 2009 documentary film "The September Issue" about Vogue magazine's Editor in Chief Anna Wintour, the most feared and revered woman in fashion. Now Coddington, the longtime creative director of Vogue, has her own star vehicle, an engaging memoir titled "Grace," co written with Michael Roberts. For anyone with a passing interest in the fashion industry, it's worth a read for the name dropping alone.As became clear in the film, which chronicled the magazine's staff as they put together the 4 pound September 2007 issue, Coddington is not the Anna Wintour or Diana Vreeland type. You won't hear her barking orders at assistants or making dramatic pronouncements about pink.But she is equally passionate, a wild haired dreamer who thinks that fashion should be transporting, provocative and even intellectual, who bemoans the dominance of celebrities and digital hocus pocus in fashion photography and who isn't afraid to take on Wintour.The book is a window into how fashion has changed from a small, niche business into a global pop culture medium. It chronicles Coddington's 50 years in the industry, first as a model, then as a fashion editor for British Vogue and finally as creative director for American Vogue, with lots of juicy anecdotes about designers, photographers, celebrities and models.She compares the fashion world then and now and offers clues into her relationship with Wintour. She's also open about her private life, including details about failed marriages, the tragic death of her sister Rosemary and her 30 year romance with French hairstylist Didier Malige. She tells colorful stories behind many of the fashion shoots she has styled, but I do wish she had offered more insight into her role in the creative process.Coddington begins by painting a picture of her upbringing as romantic as any photo shoot. For her first 18 years, her home was the Trearddur Bay Hotel on the island of Anglesey off the coast of North Wales. "Although it was bleak, I saw beauty in the bleakness." When she wasn't outdoors, she amused herself by looking at picture books, reading fairy tales and, yes, studying the pages of Vogue magazine. As a teen, she went to a convent school and has vivid memories of the nuns roller skating on the rooftop, "flapping about surreally in their robes like crows on wheels."At 18, she moved to London to attend a modeling course advertised in Vogue. The fashion world was much different in 1959. Coddington had to learn how to apply her own makeup and style her own hair, because makeup artists and hairdressers specializing in photo shoots were nonexistent. A meeting with photographer Norman Parkinson led to her first modeling job running naked through the woods for an arty fashion catalog.Coddington became an overnight success. "I was a character, rather than a pretty model, and I suppose that's exactly what I look for in the girls I now select to put in American Vogue the ones who are quirky looking."She earned the nickname "The Cod" (to Jean Shrimpton's "The Shrimp"), danced the twist on Mary Quant's catwalk and became a muse to Vidal Sassoon, who created his famous five point cut on Coddington. Her modeling career was derailed for two years by a car accident, which scarred her left eyelid. But eventually things picked up again, and she settled into life in 1960s swinging London and Paris, hanging out with a fast crowd that included Michael Caine, Jane Birkin, the Beatles and the Rolling Stones.Her fashion editing career coincided with the beginning of her relationship with Michael Chow and the opening of his glamorous restaurant Mr. Chow, which attracted a starry crowd. "Naturally, we were forever being photographed at home, draped among our symbols of 'with it ness' as one of London's most happening couples; him, the cool young restaurateur, nonchalantly swinging in a hammock hung from the minstrel's gallery and me, the sophisticated style maker, perkily sitting cross legged atop a giant pop art version of a Campbell's soup can."At the height of the bohemian 1970s, she dyed her hair with henna and permed it (it would stay the same for much of the next 40 years), dressed almost exclusively in Yves Saint Laurent, had a fling with a Vietnamese photographer and spent her evenings at Club Sept in Paris. Coddington worked with the who's who of fashion. She shot Anjelica Huston with photographer David Bailey and Pat Cleveland with Helmut Newton.When Bea Miller, who had edited British Vogue for 22 years, retired, Coddington interviewed for the job but says she knew deep down she wasn't suited for it and thought that Wintour, then the creative director of American Vogue, should get it.Wintour did get it. Two days into her editorship, she invited Coddington to a screening of the racy film "Betty Blue." The two sat in dead silence through the opening sequence, a vivid five minute sex scene."Anna was rigid and unmoving. No sign of any emotion at all," Coddington writes. "I then realized how much significance Anna places on willpower trumping feelings."In 1988, when Wintour was appointed editor in chief at American Vogue, Coddington asked to join her. Coddington's narrative style fashion features and travelogues, a sampling of which appear in the book, became the heart and soul of the magazine, even as its pages became increasingly taken over by celebrities. Through her visual canvases, she interpreted the New Romantic period, grunge and the South Beach blinged out 1990s, and persuaded superstar designers Tom Ford, Marc Jacobs and others to play roles in a shoot based on "Alice in Wonderland."She sums up her creative process this way: "For me, one of the most important aspects of my work is to give people something to dream about, just as I used to dream all those years ago as a child looking at beautiful photographs."The book ends with a chapter on then and now. "Fashion has changed so much in my lifetime," Coddington writes. "Today, I find myself at the collections, asking, 'Who are all these people?' Sometimes I think I'm the last remaining person who comes to the shows for the pleasure of seeing the clothes."At 71, she seldom wears makeup and doesn't socialize much. But her attempt in the last 100 pages to distance herself from the term "fashionista" is a bit of a stretch. Clearly, Coddington has led a most charmed life. Otherwise, we wouldn't be reading about it.We provide this community forum for readers to exchange ideas and opinions on the news of the day. Passionate views, pointed criticism and critical thinking are welcome. Comments can only be submitted by registered users. By posting comments on our site, you are agreeing to the following terms:
christian louboutin outlet uk http://comment.ofqual.gov.uk/ritstest/louboutinuk.php
christian louboutin outlet uk
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014