หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความ เวทีทัศนะ

อุ่นเครื่องเรื่องศาลโลก:ความคืบหน้าคดีปราสาทพระวิหาร

โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 5 มกราคม 2555 13:40 น.
       ข่าวที่กัมพูชาขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) “ตีความ” คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 เริ่มกลับมาอุ่นตัวอีกครั้งในต้นปี พ.ศ. 2555 แต่เมื่อรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสื่อมวลชนดูจะยังไม่สร่างจากการพักปีใหม่ ผู้เขียนจึงจำต้องฝากข้อมูลให้ประชาชนเตรียมอุ่นเครื่องเรื่องศาลโลกไว้ 3 ประเด็น ดังนี้
       
       ประเด็นที่ 1: ศาลโลกจะมีคำพิพากษาในเดือนกุมภาพันธ์นี้จริงหรือ?
       
       เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยหลายสำนักได้รายงานคำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำนองว่า เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และเพื่อไม่ให้การพิพากษาคดีคาบเกี่ยวกับช่วงการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ จึงคาดว่าศาลโลกจะมีคำพิพากษาภายในเดือนกุมภาพันธ์ (ดูข่าว เช่น http://bit.ly/yyofVV, http://bit.ly/umw72E, http://on.fb.me/tgYHAP, http://bit.ly/rtZARS)
       
       ผู้เขียนเห็นว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นการนำเสนอที่ผิดพลาดและหละหลวม เพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าศาลโลกจะยังไม่มีคำพิพากษาภายในเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
       
       ประการแรก ศาลโลกได้แจ้งให้ทั้งไทยและกัมพูชาทราบแล้วว่า ศาลได้อนุญาตให้ไทยและกัมพูชายื่นบันทึกคำอธิบายเพิ่มเติม (further written explanations) โดยฝ่ายกัมพูชายื่นได้ภายในวันที่ 8 มีนาคม 2555 และฝ่ายไทยยื่นได้ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2555 กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ กระบวนพิจารณาของศาลในคดีนี้จะยังคงใช้เวลาอย่างน้อยไปถึงปลายปี 2555 หลังที่ไทยได้ยื่นเอกสารดังกล่าว (ซึ่งหลังจากนั้นทนายความอาจขอให้ศาลอนุญาตให้คู่ความแถลงชี้แจงเป็นวาจาต่อศาลอีกรอบก็เป็นได้)
       
       ทั้งนี้ การที่ศาลอนุญาตให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าว ถือเป็นเรื่องปกติที่ถูกต้องตามระเบียบศาล (Rules of Court) ข้อที่ 98 วรรคสี่ โดยศาลอาจอนุญาตเห็นว่ายังมีประเด็นที่คู่ความต้องโต้เถียงหักล้างกันต่อเนื่องจากบันทึกข้อสังเกต (written observations) ซึ่งไทยและกัมพูชาได้ยื่นต่อศาลไปแล้ว โดยฉบับของไทยมีรายละเอียดกว่าพันหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจเป็นความพยายามของคู่ความในการเพิ่มเวลาการเจรจานอกศาล เช่น เจรจาถอนคดีเพื่อลดความเสี่ยงของผลคำพิพากษาก็เป็นได้ ทั้งนี้ ศาลโลกได้ออกเอกสารข่าวดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2554 (http://www.icj-cij.org/docket/files/151/16843.pdf)
       
       ประการที่สอง เหตุผลของนายอภิสิทธิ์ (ตามรายงานข่าว) ที่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็เป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงเช่นกัน เพราะระเบียบวิธีพิจารณาของศาลโลกไม่มีเรื่อง “การเปลี่ยนองค์คณะ” ในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่ข่าวอ้าง กล่าวคือ ผู้พิพากษาศาลโลกที่เข้ารับตำแหน่งตามวาระก็ต้องร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาทุกคดีจนครบวาระเว้นมีเหตุเฉพาะ เช่น ถอนตัวจากคดี หรือ มีกระบวนพิจารณาเร่งด่วน (Chamber of Summary Procedure) ศาลโลกจึงแตกต่างจากศาลในประเทศที่อาจมีการจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาสามคนจากหลายคนเป็น “องค์คณะ” ในคดีหนึ่งคดีใดเป็นการเฉพาะ
       
       ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ในเดือนกุมภาพันธ์ตามระเบียบของศาลโลกก็คือ “การสิ้นวาระดำรงตำแหน่ง” ของผู้พิพากษาศาลโลกบางรายซึ่งไม่ได้เข้าออกจากตำแหน่งในศาลโลกพร้อมกัน กระนั้นก็ดี องค์การสหประชาชาติได้ดำเนินการคัดเลือกผู้พิพากษาที่จะมีวาระดำรงตำแหน่งเริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปลายปี 2554 แล้ว (http://bit.ly/tNSTEF) ทั้งนี้ ผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งครบวาระมีทั้งสิ้น 5 ราย แต่มี 3 รายในนั้นที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระ และมี 2 รายที่พ้นจากวาระ (ทั้งสองรายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่ลงมติให้ไทยและกัมพูชาถอนกำลังทหารตามคำสั่งมาตรการชั่วคราว) อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญศาลโลก ข้อ 13 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบศาลข้อที่ 33 โดยทั่วไปก็เปิดช่องให้ผู้พิพากษารายเดิมที่พิจารณาคดีค้างอยู่สามารถนั่งพิจารณาจนช่วงคดีเสร็จสิ้นแม้ตนจะพ้นวาระไปแล้วก็ตาม
       
       ประการที่สาม แม้หากจะไม่พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงเหตุผลสองประการที่กล่าวมา บุคคลธรรมดาที่แม้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชน หากสำรวจตรรกะเบื้องต้นให้ดีสักครู่ ก็จะพบว่าการที่ศาลจะเร่งพิจารณาคดีของศาลให้เสร็จภายในไม่กี่เดือนเพื่อให้คดีจบทันการสิ้นวาระของผู้พิพากษานั้น ฟังจะขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่า ปัจจุบันมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยศาลโลกอยู่ไม่น้อยกว่าสิบคดี และแต่ละคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองถึงสามปี ดังนั้น ตรรกะที่ว่าศาลจะพยายามทำให้ทุกคดีเสร็จสิ้นภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนได้นั้นย่อมน่าเคลือบแคลงยิ่งนัก
       
       จากเหตุผล 3 ประการที่กล่าวมา หากนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ตรงตามข่าวจริง คงต้องเห็นใจที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศของนายอภิสิทธิ์ที่หละหลวมจนทำให้บุคคลระดับผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้นำประเทศ “ปล่อยไก่” ต้อนรับปีใหม่มาทั้งเล้า อย่าลืมว่านายอภิสิทธิ์คนเดียวกันนี้เคยได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง “การถอนตัวภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ” ไปก่อนการเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งพอน้ำท่วมมรดกโลกที่อยุธยากลับปรากฏว่าไทยไม่เคยถอนตัวดังที่หลายคนเข้าใจ (http://on.fb.me/mJX3b2 )
       
       ส่วนที่ปรึกษาฝ่ายรัฐบาลเองก็น่าเห็นใจเช่นกัน เพราะดูท่าจะยังไล่ไก่เข้าเล้าไม่ทัน เห็นได้จากการที่ นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้คำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ โดยเน้นโจมตีแต่เรื่องรัฐบาลชุดเก่า แต่กลับไม่มีรายงานว่านางฐิติมาได้แก้ไขข้อมูลคลาดเคลื่อนชุดใหม่ให้ประชาชนเข้าใจให้ถูกต้องหรือไม่ (เช่น http://bit.ly/A3mgyP และ http://bit.ly/yLhnj7) ยิ่งหากจะมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่รู้และเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่กลับสงวนเนื้อสงวนคำหรือไม่มีการประสานงานระหว่างกันจนปล่อยให้โฆษกรัฐบาลทำงานอย่างไร้ข้อมูล ก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย
       
       ยังมิพักที่ต้องเห็นใจสื่อมวลชนไทยที่ทำข่าวเหนื่อยมาตลอดช่วงปลายปี ยังไม่ทันสร่างจากพักปีใหม่ ก็พลาดท่าไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาข่าวย้อนหลังจนรายงานข่าวขัดแย้งให้ประชาชนสับสนแต่ต้นปี
       
       ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนโปรดอุ่นเครื่องและรู้ให้ลึกยิ่งกว่านักการเมืองและสื่อมวลชนไทยว่า ศาลโลกจะยังไม่พิพากษาคดีในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน
       
       ประเด็นที่ 2: ไทยยังมีข้อพิพาทอยู่กับกัมพูชาในศาลโลกจริงหรือ?
       
       คำถามนี้อาจฟังดูแล้วน่าฉงน แต่ขอฝากให้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ตลอดจนสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ทั้งหลายนำไปอุ่นเครื่องเตรียมการกล่าวอ้างให้ระมัดระวังว่า ในทางกฎหมายนั้น หากจะกล่าวอ้างให้ถูกต้องตรงกับสิ่งที่ไทยได้แถลงต่อศาลไปก่อนหน้านี้ ย่อมต้องถือว่าไทยไม่มีข้อพิพาทกับกัมพูชาที่เกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 แต่อย่างใด เพราะสำหรับไทยแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวมีความชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดน และไทยก็เห็นว่ากัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจคำพิพากษาชัดเจนต้องตรงกัน และอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบโดยยึดแนวรั้วลวดหนามรอบปราสาทมากว่า 40 ปี แต่ฝ่ายกัมพูชากลับมาตีประเด็นให้ศาลหลงเข้าใจว่าไทยและกัมพูชาอ่านคำพิพากษาคนละแบบมาตลอด ซึ่งไทยย่อมปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง
       
       ผู้เขียนย้ำว่า แม้คำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2554 ย่อหน้าที่ 31 จะสรุปประเด็นการตีความคำพิพากษา “ที่มีมูล” (appears to exist) ไว้ 3 ประเด็น คือ (1) เรื่องบริเวณใกล้เคียงรอบตัวปราสาท (vicinity) (2) เรื่องความต่อเนื่องของพันธกรณีในการถอนทหารและเคารพอธิปไตย และ (3) เรื่องสถานะของแผนที่และเส้นเขตแดน แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้ศาลยังคงสามารถปฏิเสธที่จะรับตีความประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือทั้งหมดได้ หากศาลพบว่าแท้จริงแล้วคู่ความได้มีความเข้าใจคำพิพากษาตรงกัน หรือประเด็นที่กัมพูชาขอให้ตีความนั้นเกินเลยไปจากขอบเขตของคำพิพากษาเดิม
       
       ดังนั้น หากผู้ใดต้องการจะร่วมสงวนท่าทีของไทยให้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ที่ไทยแถลงไปต่อศาลโลก แทนที่จะไปกล่าวหรือรายงานว่าไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำพิพากษา หรือเห็นไม่ตรงกันจนทำให้ศาลโลกต้องกลับมาตีความ ก็ควรจะเปลี่ยนเสียใหม่เป็นว่า ไทยเห็นว่าไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกันมาโดยตลอด แต่กัมพูชามากลับลำตีประเด็นเรื่องเขตแดนภายหลัง ดังนั้น เมื่อไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกัน อีกเรื่องเขตแดนยังเกินเลยขอบเขตของคำพิพากาษเดิม ศาลโลกย่อมไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตีความคำพิพากษาได้
       
       ประเด็นที่ 3: การถอนกำลังทหารให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโลกละเมิดอธิปไตยไทยจริงหรือ?
       
       เมื่อมีข่าวว่าไทยและกัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกันปฏิบัติตาม “คำสั่งมาตรการชั่วคราว” ของศาลโลก โดยการถอน (หรือ “ปรับ”) กำลังทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ก็มีผู้ห่วงใยเริ่มทักท้วงว่าหากไทยปฏิบัติตาม ย่อมถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยเพราะการถอนทหารกินบริเวณมาในเขตของไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงใยท้วงติงว่า ก่อนที่รัฐบาลจะไปดำเนินการตกลงกับกัมพูชาเพื่อถอนหรือปรับกำลังทหารนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาและรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เสียก่อน
       
       ผู้เขียนเกรงว่าความห่วงใยและหวังดีดังกล่าวอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความแตกฉานในข้อกฎหมาย ดังนี้
       
       ประการแรก การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเพื่อเคารพเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว เป็นเพียงเรื่องมาตรการชั่วคราวที่มุ่งป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธ ซึ่งไทยและกัมพูชามีสิทธิขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผลจำเป็น ที่สำคัญ พิกัดที่ศาลใช้กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว มิได้มีผลทางกฎหมายต่อเขตแดนแต่อย่างใด ดังที่ศาลได้ย้ำอย่างชัดเจนในคำสั่งหลายครั้ง (เช่น ย่อหน้าที่ 21, 38 และ 61) ว่าการพิจารณาออกคำสั่งครั้งนี้ ศาลย่อมไม่ก้าวเข้าไปวินิจฉัยประเด็นที่กัมพูชาอ้างว่าดินแดนส่วนใดเป็นของใครหรือเขตแดนจะต้องเป็นไปตามเส้นหรือแผนที่ใด (ประเด็นที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่งศาลโลก โปรดดู http://on.fb.me/ovWF6a) นอกจากนี้ เพียงการที่ทหารไทยยืนหรือไม่ยืนอยู่ ณ จุดใด มิได้เป็นเครื่องวัดว่าไทยมีอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้นหรือไม่แต่อย่างใด
       
       ประการที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก และแม้จะมีผู้ตีความว่าไทยและกัมพูชาจะถอนหรือปรับกำลังตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศก็ดี แต่หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำข้อตกลงเพื่อประสานงานในทางบริหารเป็นการชั่วคราว โดยการอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพล การดังกล่าวก็มิต้องด้วยกรณีของมาตรา 190 ในทางกลับกัน การพยายามยัดเยียดให้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการใช้อำนาจที่เป็นของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพลทหาร ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติหรือตุลาการตามมาตรา 190 จะกลับกลายเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบในทางประชาธิปไตย และชักนำให้เกิดภาวะความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินในที่สุด
       
       ประการที่สาม การยก “อำนาจอธิปไตย” ขึ้นอ้างอย่างพร่ำเพรื่อโดยที่ผู้อ้างไม่เข้าใจถึงความหมายของคำดังกล่าวย่อมเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งนัก ในโลกปัจจุบันแทบจะไม่มี “อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด” หลงเหลืออีกแล้ว มีแต่เพียง “อำนาจอธิปไตย” ภายใต้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
       
       การที่ไทยและกัมพูชายอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกก็ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือเพื่อสมยอมแก่ใคร แต่เพื่อยินยอมให้เจ้าของ “อำนาจอธิปไตย” ทุกหมู่เหล่าอยู่ร่วมบนโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุข ตามที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงผูกพันทางกฎหมายไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ การที่ไทยเข้าทำสนธิสัญญาดังกล่าวเสียอีก กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะใช้ “อำนาจอธิปไตย” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษา “อำนาจอธิปไตย” ของไทยไว้ให้คงอยู่ร่วมกับ “อำนาจอธิปไตย” ของผู้อื่น อย่างเสมอภาค ยุติธรรมและไม่เบียดเบียนกัน (รายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย และมาตรา 190 โปรดดู http://bit.ly/AbacnL)
       
       หมายเหตุ: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร ศึกษาได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/temple

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เวทีวิชั่น
เรียนปรึกษามายังท่านประยุทธ์ว่า ..คนดีๆ เป็นปัญหาของประเทศหรือเปล่าครับ!
ความดีความชั่ว
ถึง คุณสนธิจากใจทนายปุย
แผ่นดินของไทย ปัญหาของคนไทย (6) : เรื่องมีอะไรบ้างที่ควรทำWhat should be done-II.
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 15 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อิสราเอลมันบุกยึดดินแดนปาเลสไตน์และชนวนกาสาหรืออย่างไอ้กันบุกยึดอิรักและอาฟกานิสถาน ไอ้ศาลโลกมันทำอะไรได้บ้าง หรือเพราะว่าไอ้ศาลโลกกับไอ้ผู้รุกรานมันมีตาสีน้ำข้าวและผมสีทองเหมือนกัน จึงทำรายำตำบอนอย่างไรก็ไม่เคยผิดสักที งั้นหากตูรจะยึดเอาดินแดนของตูรคืนบ้างไอ้ศาลโลกมันจะสลอนหน้าออกมาเต้นพล่านๆหรือเปล่า คำถาม "เราจะไปยอมรับคำตัดสินของไอ้พวกศาลสังกระบ๊วยแห่งนี้ทำไมวะ" เลิกโง่งมโข่งเสียทีเถิดพี่น้องเอ๊ย
วีระบุรุษแห่งทุ่งท้อแท้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ฉบับรวมหลังการปะทะครั้งใหม่ ปีพ.ศ.๒๕๕๕

(ท่านที่จะอ่าน ขอความกรุณาอ่านให้จบ หรือข้ามบทความนี้ไปได้เนื่องจากมีความยาวพอสมควร หรือจะอ่านการคาดคะเนเหตุการณ์ตอนท้ายก็ได้)

ประวัติศาสตร์แห่งการสูญเสียดินแดน ให้กับการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก เป็นเหตุการณ์ที่ยังฝังอยู่ในความรู้สึกคนร่วมสมัยจำนวนไม่น้อย โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ไทยต้องสูญเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และดินแดนอื่นๆ ให้กับฝรั่งเศส ที่คุกคามสยามถึงขั้นนำเอาเรือปืนบุกแล่นฝ่าป้อมปืนที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาประชิดถึงตัวพระราชวังได้ และทำให้รัฐบาลสยามต้องยินยอม "เสียดินแดน" บางส่วนไป เพื่อแลกกับเอกราชและอำนาจอธิปไตยของสยามเอาไว้ ดังนี้
๑. ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ เสียพื้นที่ที่เป็นประเทศเขมรส่วนใหญ่ และเกาะ ๖ เกาะ
๒. เสียแคว้นสิบสองจุไทย
๓. เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
๔. เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และตรงข้ามปากเซ
๕. เสียจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ และต้องเสียดินแดนที่เรียกว่าหัวเมืองเงี้ยวและหัวเมืองตะวันออก รวมทั้งรัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิสให้อังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ และ พ.ศ. ๒๔๕๑

กล่าวโดยสรุป ประเทศเขมรอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๐๖ และฝรั่งเศสประกาศรับรองประเทศเขมรเป็นรัฐอิสระ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒

ประเทศเขมรปกครองโดยขบวนการเขมรอิสระซึ่งต่อมาเป็นแนวร่วมเขมรได้จัดตั้งรัฐบาลพล พต (และเจ้านโรดม สีหนุ) ภายใต้การสนับสนุนของจีน แต่มีองค์การเขมรเสรีที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลพล พต

พ.ศ.๒๕๐๖ ประเทศเขมรได้ฟ้องร้องไทยกรณีเขาพระวิหาร และศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวประสาทเขาพระวิหารตกเป็นของเขมร (เนื่องจากกฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ได้ทักท้วงก่อนหน้านั้น)

ในปีพ.ศ. ๒๕๑๓ นายพลลอน นอล เข้ายึดอำนาจการปกครองจากเจ้านโรดม สีหนุ จากนั้นเป็นต้นมา เริ่มมีปัญหาทางการเมืองในประเทศเขมรตลอดมา รัฐบาลลอน นอล ถูกโค่นล้มโดยพล พต-เอียง ซารี จนเกิดการกวาดล้างชนเผ่าเขมรกันเอง และกองทัพเฮง ซัมรินภายใต้การสนับสนุนของเวียดนามได้เข้ายึดประเทศเขมรได้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นที่มาของชาวเขมรจำนวนมากต้องอพยพหนีตายเข้ามาในชายแดนประเทศไทย ที่ต้องจัดตั้งศูนย์อพยพ(ในดินแดนประเทศไทย) ให้ความช่วยเหลือชนชาวเขมรเหล่านั้น ร่วมกับยูเอ็นเฮสซีอาร์

ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๔ กรณีเขาพระวิหารและการรุกล้ำเขตชายแดนเป็นกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยและเขมร ซึ่งผลกระทบจากการปะทะทางทหาร (ที่เริ่มเกิดขึ้นในวันที่ ๔ ก.พ.๒๕๕๔) ขอให้ความเห็นดังนี้

๑. การรุกล้ำเขตชายแดนระหว่างประเทศเวียดนามและเขมร ไม่มีข่าวคราวการสู้รบทางทหาร เป็นสิ่งที่น่าคิด (หรือว่าเขมรเกรงในแสนยานุภาพเวียดนาม หรือ เป็นเพราะเหตุการณ์ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ )
๒. สถานการณ์ไทย-เขมร น่าจะเป็นที่ยินดีของประเทศที่ผลิตอุตสาหกรรมอาวุธสงคราม
๓. บรรลุเป้าหมายของฝรั่งยุคล่าอาณานิคม ในด้านก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
๔. เป็นช่องทางให้ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ เข้าแทรกแซง เมื่อการปะทะได้บานปลายเป็นสงครามระหว่างไทย-เขมร ซึ่งความเป็นจริงแล้วแสนยานุภาพทางการทหารเทียบกันไม่ได้
๕. ใช้มาตรการอื่น ๆ เพื่อให้นักการเมืองเขมร ตระหนักถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ควรมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ดังเช่นประเทศไทยกับลาว แต่สงวนสิทธิในการปกป้องเขตแดนไทยและใช้กำลังทหารเมื่อจำเป็นโดยจำกัดขอบเขตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

เหตุการณ์ชนวน ๒๕๕๔

๑. พ.ศ.๒๕๐๖ ประเทศเขมรได้ฟ้องร้องไทยกรณีเขาพระวิหาร และศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวประสาทเขาพระวิหารตกเป็นของเขมร ( เนื่องจากกฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ได้ทักท้วงก่อนหน้านั้น และไทยก็ยังเงียบเฉยอยู่ตราบจนทุกวันนี้)
๒. เขมรเชิญไทย(รัฐมนตรีต่างประเทศไทย) ร่วมร่างเอ็มโอยู ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก การจัดทำสำเร็จและลงนามรับรอง เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ
๓. ๑๘ มิ.ย. ๒๕๔๔ ไทย-เขมร ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันครั้งแรกที่นำมาซึ่งการตกลงแบ่งการเจรจาออกเป็นสองส่วน คือ พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด ๑๑ องศาเหนือขึ้นไป ซึ่งไม่มีข้อขัดแย้งกันให้แบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจนตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพื้นที่ใต้เส้นละติจูด ๑๑ องศาเหนือลงมาให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน
๔. ในเดือน ก.ค.๒๕๕๑ เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว
๕. ๑๗ ก.ค.๒๕๕๑ หลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ๑๐ วัน "ทหารชุดดำ" ของไทยเสริมกำลังเข้าวัดแก้วสิกขาคีรี (เขมรมีการเคลื่อนทหารกว่า ๑,๐๐๐ คน เผชิญหน้ากับทหารไทยอีกราว ๕๐๐ นาย)
๖. คณะกรรมการมรดกโลกได้ปิดการประชุมที่เมืองเซวิลล์ ประเทศสเปน ในวันที่ ๒๘ มิ.ย.๒๕๕๑ โดยไม่มีการนำข้อเสนอของไทย ที่ขอให้ทบทวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และประเทศไทยได้ขอร่วมขึ้นทะเบียนอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารส่วนที่อยู่ในประเทศไทยด้วย
๗. ทหารไทย-เขมร ปะทะกันครั้งแรกวันที่ ๑๕ ต.ค.๒๕๕๑ ทหารกัมพูชาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ๒ คน อีก ๑ คน เสียชีวิตเวลาต่อมา ฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บประมาณ ๑๐ คน มี ๑ อาการสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
๘. ๓๐ ก.ค. ๒๕๕๓ คณะกรรมการมรดกโลก ทีกรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล มีมติให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอออกไปเป็นการประชุมครั้งหน้าที่ประเทศบาห์เรน ในปี ๒๕๕๔ (เปลี่ยนที่ประชุมเป็น กรุงปารีส ฝรั่งเศส)
๙. ๒๙ ธ.ค. ๒๕๕๓ เกิดกรณีเขมรจับ ๗ คนไทยที่เดินเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่ชาวบ้านอ้างว่ามีโฉนด ที่หลักเขต ๔๖ ศาลชั้นต้นของเขมรตัดสินคดี ๕ คนไทย ฐานหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยสั่งจำคุกคนละ ๙ เดือน ปรับเป็นเงิน ๑ ล้านเรียล โทษจำคุกให้รอลงอาญา ๘ เดือน เนื่องจากถูกจำคุกไปแล้ว ๑ เดือน และตัดสินจำคุก ๒ คนไทย (คนแรก๘ ปี ปรับ ๑.๘ แสนเรียล) และจำคุกอีกหนึ่งคน ๖ ปี ปรับ ๑.๒ แสนเรียล) และเป็นกรณีที่เครือข่ายหัวใจคนไทยรักชาติตอบโต้ข้อกล่าวหาของเขมร ในขณะที่รัฐบาลไทยมีความเชื่อว่าคนไทยทั้ง ๗ รุกล้ำดินแดนเขมรจริง
๑๐. ๒๕ ม.ค.๒๕๕๔ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ชาวไทยออกมาต่อต้านให้รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรเขมรเจรจาเกี่ยวกับเขตแดนของสองประเทศ และยังยืนมติอยู่จนถึงทุกวันนี้
๑๑. ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๔ -ปัจจุบัน ทหารเขมรที่เคลื่อนกำลังทหารและรถถังมาตรึงกำลังบริเวณชายแดนไทย-เขมร ทหารไทยเริ่มซ้อมรบและเตรียมพร้อม กระทรวงการต่างประเทศเขมรและไทยเริ่มออกแถลงการเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือชายแดน และเกิดการปะทะวันที่ ๔ ก.พ. ๒๕๕๔ บ้านเรือนของชาวบ้านไฟลุกไหม้ เนื่องจากโดนกระสุนปืนใหญ่จากทหารฝ่ายกัมพูชาที่ยิงปะทะกันกับทหารไทยตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.

ผลประโยชน์หรือคลั่งชาติ

๑. พ.ศ.๒๕๓๕-๒๕๓๖ ประเทศไทย : การเปิดรับ บีไอบีเอฟ ทำให้มีการนำเข้าเงินกันมโหฬาร เกิดการปั่นหุ้นการลงทุนในตลาดหุ้น ผลสรุป ประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ในพ.ศ.๒๕๔๐ มีผลกระทบไปทั่วโลก และไอเอ็มเอฟเข้ามาบังคับให้ไทยออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับมีการยุบสถาบันการเงิน ขายรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ มีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลไทยโดยกลุ่มทุนนิยมเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากกว่าในสมัยใด ๆ ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้
๒. ม.ค.๒๕๔๗ กรณีสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ของไทย เริ่มปะทุโหมความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีค่ายทหารและปล้นอาวุธสงครามไป ความรุนแรงมีความต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงตรุษจีน ๒๕๕๔ (ในขณะที่สถานการณ์โลกเกิดปัญหาการปกครองของประเทศอียิปต์ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบกว่า ๓๐ ปี เหตุการณ์ปัจจุบันลุกลามไปถึงประเทศลิเบียและซีเรีย)
๓. พ.ศ.๒๕๔๘ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้าไปลงทุนพัฒนาเกาะกงของเขมร ที่อยู่ติดกับเขตน่านน้ำและแดนดิน จ.ตราดของไทย มีการให้สัมปทานให้บริษัทน้ำมันต่าง ๆ ในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างเขมรกับไทย และก่อนหน้านั้นมีกลุ่มทุนของไทยเข้าไปลงทุนในเขมรเป็นจำนวนมาก
อันทำให้เกิดความพะวักพะวงในการปรับความเข้าใจในเรื่องความถูกต้องของชายแดนไทย-เขมร
รัฐบาลเขมรนำนโยบายเรื่องการปกป้องเขาพระวิหารรวมทั้งชายแดนสมัยเป็นศูนย์อพยพเป็นของเขมรเรียกคะแนนเสียงประชาชนเขมร
รัฐบาลไทยนำนโยบายข้อตกลงเอ็มโอยูปรามไม่ให้ชาวไทยใช้ลัทธิคลั่งชาติเป็นศัตรูกับเขมรอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับผลประโยชน์การลงทุนในเขมร

วิกฤติการณ์ไทย-เขมรปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๕๔ - พ.ศ.๒๕๕๕

๑. เกิดการปะทะโดยใช้กำลังทหารระหว่างไทย-เขมร เมื่อวันที่ ๔ ก.พ. ๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. บริเวณ“ภูมะเขือ” ประสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ, วันที่ ๕ ก.พ.๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ใกล้เคียงจุดเดิม,วันที่ ๖ ก.พ. เวลา ๑๘.๓๐ น.ได้เกิดการปะทะกันอีกครั้งที่บริเวณภูมะเขือ, วันที่ ๗ ก.พ.เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. บริเวณปราสาทหินโดนตวล จ.ศรีสะเกษ, วันที่ ๑๕ ก.พ.เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. ที่บริเวณภูมะเขือ, การปะทะ (ที่ยังไม่ใช่สงคราม) มีประปรายตลอดมา
๒๒ ก.พ. โดยการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย-เขมร ที่มีอาเซียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามข้อสรุปของยูเอ็นเอสซีไม่ประสบความสำเร็จในด้านการเจรจาทวิภาคี อาเซียนกำหนดร่างระเบียบเกี่ยวกับผู้สังเกตการณ์ไทย-เขมรและเชิญไทย-เขมรเข้าประชุมที่อินโดนีเซีย(กำหนดประชุม ๘ เม.ย.) ในปลายเดือนมี.ค. รัฐสภาไทยผลักดันเรื่องเจบีซี เข้าสภาในแต่ล้มเหลวถึง ๓ ครั้ง รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเข้าประชุมร่วมกับเขมรที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยฝ่ายทหารเห็นว่าไทยอาจเสียเปรียบเขมรในด้านบูรณภาพแห่งดินแดน

ต้นเดือน เม.ย. ๕๔ รัฐบาลไทยประกาศเตรียมการเลือกตั้ง และเริ่มกล่าวอ้างบริเวณพื้นที่ ๔.๓ ตารางกิโลเมตรรอบเขาพระวิหารเป็นของไทย และเกิดเหตุการณ์ปะทะทางทหารไทย-เขมร ที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่วันที่ ๒๒ เม.ย. จากที่ได้หยุดการปะทะในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และเป็นการปะทะที่หนักหน่วงกว่าทุกครั้งที่เคยปะทะกัน

เหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้นี้

๒. การเจรจาระหว่างผู้บังคับบัญชาทางทหารจะหยุดยั้งสถานการณ์การปะทะ, ฝ่ายการเมืองเขมรพยายามนำเรื่องเข้าสู่นานาชาติ ฝ่ายการเมืองไทยต้านความพยายามนี้อย่างพอเป็นพิธี
๓. ความกดดันภายในเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย มีผลทำให้ รัฐบาลไทยตอบปัญหาด้านเศรษกิจมากกว่าเรื่องชายแดนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือน มี.ค. และปัญหาชายแดนมิได้อยู่ในความสนใจของฝ่ายค้านเท่าใดนัก ผลการอภิปรายไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ภาคใต้มีภัยพิบัติจากอุทกภัย ทำให้ข่าวไทย-เขมรลดลำดับความสำคัญลง มีการยุบสภาเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่ของไทย ซึ่งถูกกำหนดช่วงเวลาเพื่อความได้เปรียบเสียเปรียบของการเมืองในไทย
๔. การตัดสินจำคุก ๒ คนไทย จะเป็นคล้ายกรณีคุณสืบ นาคะเสถียร และโอกาสที่จะกลับไทยต้องใช้เวลามากกว่า ๖ เดือนขึ้นไป เป้นการใช้เวลาให้ปัญหาดังกล่าวถูกลืมเลือนและไม่ใช่เหตุที่สำคัญประการใดของประเทศทั้งสอง
๕. เดือน พ.ค. การประชุมระดับผู้นำของกลุ่มอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีความพยายามให้ไทยและเขมรบรรลุข้อตกลงให้ฝ่ายสังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้ามายังพื้นที่พิพาท (ทั้งที่ทางกองทัพไทยมีความเห็นว่าจะเกิดการเสียเปรียบด้านบูรณภาพของดินแดน และรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มีความเห็นแตกต่างกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ)
โดยเขมรได้ใช้เวทีโลกสร้างความเห็นใจมาตลอด ล่าสุดยื่นคำร้องไปที่ศาลโลกให้คุ้มครองชั่วคราวโดยบังคับให้ทหารไทยถอนตัวออกจากพื้นที่พิพาท (ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ยั่วยุโจมตีพื้นที่ชายแดนไทยก่อนทุกครั้ง และไทยสั่งอพยพราษฏรกว่า ๔๕,๐๐๐ คน ออกจากพื้นที่อันตราย) ทำให้รัฐบาลไทยอาจจำเป็นต้องตกลงให้ฝ่ายสังเกตการณ์เข้ามายังประเทศไทย (โดยน่าจะมีข้อต่อรองภายในระหว่างไทยและเขมร ให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสออกไปก่อน แต่ไม่สำเร็จจึงตกลงร่วมกันภายใต้คำสั่งศาลโลกให้พื้นที่บริหารจัดการฯ มีความสงบไม่เกิดการปะทะทางทหารตลอดไป
สิงหาคม๒๕๕๔ มีการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่สำเร็จลงเป็นชุดเดียวกับอดีตผู้นำที่ลงทุนในเกาะกงของเขมร เหตุการณ์ชายแดนจึงสงบอย่างรวดเร็ว และทั้งสองประเทศมีแนวโน้มจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก การต่อต้านของคนไทยน้อยลงเนื่องจากผลกระทบวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพและอีกกว่า ๓๕ จังหวัด หลังจากศาลโลกได้ตัดสินกรณีเขาพระวิหารแล้ว อีกไม่นานนักในปี ๒๕๕๕ เขมรจะเรียกร้องดินแดนเพิ่มเติมตลอดแนวภาคอีสานไปจนถึงจังหวัดตราด อันเป็นปัญหาต่อเนื่องโดยมีอิทธิพลของมหาอำนาจหนุนอยู่เบื้องหลัง ...ยังมีต่อ...
"คนไทยคิดคำนึง"
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014