หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Live-Lite
 

ตรวจ ‘5 นโยบายประชานิยม’ จัดเต็มสุดโดนใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำได้-ทำไม่ได้

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
11 กรกฎาคม 2554 18:49 น.

ตรวจ ‘5 นโยบายประชานิยม’ จัดเต็มสุดโดนใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำได้-ทำไม่ได้

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ตรวจ ‘5 นโยบายประชานิยม’ จัดเต็มสุดโดนใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำได้-ทำไม่ได้

ตรวจ ‘5 นโยบายประชานิยม’ จัดเต็มสุดโดนใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำได้-ทำไม่ได้

ตรวจ ‘5 นโยบายประชานิยม’ จัดเต็มสุดโดนใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำได้-ทำไม่ได้

เป็นธรรมดาวิสัยเสียแล้ว สำหรับการหาเสียงทุกครั้งของพรรคการเมืองที่ถูกก่อตั้งโดยเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มักจะเน้นการหาเสียงด้วยนโยบายการตลาดที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, พักหนี้เกษตรกร, กองทุนหมู่บ้านๆ ละล้านบาท มาใช้ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกวันที่ 6 มกราคม 2544 โดยหวังว่าประชาชนจะสามารถซึมซับและจดจำนโยบายเหล่านี้ได้ง่าย
       
       ซึ่งสุดท้ายก็เป็นตามที่คาดจริงๆ เพราะพรรคไทยรักไทยในขณะนั้นสามารถกวาดที่นั่งได้ถล่มทลาย ได้รับคะแนนเสียงเบ็ดเสร็จถึง 256 คน (ก่อนจะถูกวิกฤตใบแดง-ใบเหลืองสอยจนเหลือ 248 คน)
       
       จากความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้พรรคในเครือข่ายของทักษิณนับจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นพลังประชาชน และเพื่อไทย ต่างก็เจริญรอยตามพรรคต้นแบบทุกกระเบียดนิ้ว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีเดิมพันใหญ่ถึงขั้นที่ชูน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจัดเต็มนโยบายเหล่านี้มากกว่ายุคพี่ชายหลายเท่าตัวนัก และสามารถกวาดคะแนนจำนวน ส.ส.ไปมากถึง 265 คนเลยทีเดียว
       
       แต่อย่างว่าความฝันกับความจริงมักจะสวนทางกันอยู่เสมอ และที่แน่กว่านั้นก็คือ นโยบายพวกนี้ไม่ใช่อยากจะทำก็ทำได้เลย แต่ต้องอาศัยทั้งความพร้อมและงบประมาณมหาศาล เพราะฉะนั้นครั้งนี้ในฐานะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาบริหารประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็เลยขอหยิบยกเอา 5 นโยบายเด่นๆ ที่โดนใจชาวบ้าน มาพูดคุยกันสักหน่อยว่าดี-ไม่ดียังไง และมีโอกาสมากน้อยที่จะเป็นไปได้แค่ไหน
       
       1. ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท-เงินเดือนปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท
       
       เรื่องของเงินๆ ทองๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตผู้คน ภาพหนึ่งที่คนเห็นจนชินตาก็คือ ทุกวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ก็มักจะมีแรงงานออกมายื่นข้อเรียกร้องแก่รัฐบาลให้เพิ่มค่าจ้างรายวันให้ที ซึ่งกว่าจะเพิ่มได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญต้องเรียกร้องแล้วเรียกร้องอีกถึงจะได้สักครั้ง เช่นเดียวกับคนที่เรียนจบปริญญา อัตราเงินเดือนพื้นฐานที่ทำงานก็อยู่ที่ 9,500 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งนับว่าไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นในปัจจุบันสุดๆ ยิ่งหากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงที่นับวันข้าวของจะแพงเอาๆ เรื่องเงินเก็บหรือความฝันจะสร้างวิมานก็เตรียมพับไปได้ทันที
       
       เพราะฉะนั้นทันทีที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทและเงินเดือนปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท เป็นสัญญาประชาคม จึงเรียกว่าโดนใจมหาชนทันที รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองนโยบายนี้ว่า มีความเสี่ยงสูงมากที่บรรดานายจ้างเอกชนจะเลือกวิธีไม่จ้างคนเพิ่ม เพราะแม้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะเป็นที่เรื่องที่ทำได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เช่นกัน เนื่องจากเอาเข้าจริงบริษัทก็ต้องแบกรับภาระมหาศาลเอาไว้ และเรื่องพวกนี้หลายๆ รัฐบาลก็เคยคิดไว้แต่ยังจะไม่มีใครทำได้ ฉะนั้นทางที่ดีรัฐบาลควรจะต้องวางแผนระยะยาวรองรับเอาไว้ ทั้งเรื่องเงินเดือนและคุณภาพไปพร้อมๆ กัน จะมองเรื่องหนึ่งเรื่องใดแยกส่วนไปไม่ได้ เนื่องจากค่าแรงที่ดีก็ควรจะสัมพันธ์กับฝีมือและความสามารถที่สูงนั่นเอง
       
       “การขึ้นต้องขึ้นอย่างมีเหตุผล อย่ามองเป็นส่วนๆ ต้องดูว่าการขึ้นค่าแรงนั้นจะเป็นยุทธศาสตร์นำพาประเทศไปยังจุดใด แต่จะทำได้จริงหรือไม่ก็ต้องมีขั้นตอนและใช้เวลาในการปรับ ต้องมองในระยะยาวว่าถ้าเริ่มจากจุดนี้แล้วจะไปต่อยังจุดไหนต่อไป ตอนนี้ไทยเข้าสู่ยุคที่ขาดแคลนแรงงาน เพราะอัตราการเกิดลดลง คนที่เข้ามาแทนที่ก็จะเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก มีถึง 2-3 ล้านคน ดังนั้น เวลานี้เป็นโอกาสที่จะปรับมาตรฐานของแรงงานไทยขึ้นไปให้กลายเป็นแรงงานที่มีฝีมือ และได้ค่าแรงที่สูงขึ้น”
       
       อย่างไรก็ดี ทางว่าที่รัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีแผนจะผลักดันให้เสร็จภายในวันที่ 1 มกราคม 2555 โดยเฉพาะเงินข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจะปรับขึ้น 15,000 บาทแน่นอน โดยเบิกงบประมาณมาเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับค่าจ้างอัตราขั้นต่ำ 300 บาท รัฐบาลจะใช้วิธีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 เปอร์เซ็นต์เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทก็จะนำส่วนลดตรงนี้ไปจ่ายเป็นค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมา ขณะที่เงินเดือนระดับปริญญาตรีในภาคเอกชนนั้นไม่มีการพูดถึงแต่อย่างใด
       
       2. เลิกกองทุนน้ำมัน-ประกาศลดราคาทันที 7.50 บาท
       
       ต้องยอมรับว่า น้ำมันกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของคนที่ใช้รถทั้งหลาย นโยบายการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อที่น้ำมันเบนซิน 95 จะลดลง 7.50 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 จะลดลง 6.78 บาทต่อลิตร และดีเซล จะลดลง 2.20 บาทต่อลิตรจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนไม่น้อย
       
       ดูอย่าง ชวลิต สงวนพร เจ้าของกิจการรถเช่า ที่ออกมายกมือสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าของอย่างอื่น เช่น ก๊าซหุงต้ม (หรือก๊าซแอลพีจีที่แท็กซี่ในปัจจุบันชอบใช้) ก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงถือว่ามีได้มีเสีย ซึ่งรัฐบาลคงต้องนำกลับมาคิดว่าจะคุ้มหรือไม่
       
       ที่สำคัญว่า แม้ปัจจุบันการมีกองทุนน้ำมันจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพราะเงินส่วนหนึ่งจะต้องหักเข้ากองทุนฯ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า นี่เปรียบเสมือนเกราะกำบังไว้รับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันอันผันผวนในตลาดโลกให้แก่ไทยได้เป็นอย่างดีเช่นกัน โดย รศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า หากยกเลิกกองทุนน้ำมัน ไทยก็ต้องเผชิญกับความจริงของราคาน้ำมันที่ปรับตัวพุ่งทะยานในตลาดโลก โดยไม่มีอะไรมารองรับหรือแบ่งเบาได้อีก รวมทั้งราคาพลังงานทดแทนอย่างเช่น แอลพีจี หรือ เอ็นจีวี ก็จะสูงขึ้นเพราะไม่ได้รับทุนส่งเสริมจากกองทุนฯ ดังที่เคยมีมาตลอด
       
       “ถ้าไม่มีกองทุนฯ เลย ราคาขายปลีกก็จะขึ้นลงเหมือนราคาในตลาดโลก เพราะมันไม่มีตัวอะไรที่จะมารองรับ และตอนนี้เงินกองทุนฯ ก็หนุนราคาของแก๊สโซฮอล์ ก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในรถยนต์เพื่อที่จะทำให้ราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่ำ ซึงถ้าไม่มีการอุดหนุน ราคาพวกนี้ก็จะสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องใช้น้ำมันที่นำเข้ามาก ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจมากขึ้น ซึ่งขัดกับหลักการที่เราตั้งไว้ว่าจะใช้พลังงานที่ผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม ว่าที่นายกฯ เองก็ออกมาปฏิเสธนโยบายการยกเลิกกองทุนน้ำมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยชี้แจงว่า จะเพียงแค่การไม่ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ชั่วคราวเท่านั้นและรอดูสถานการณ์ต่อไปว่าจะเป็นเช่นใดต่อ
       
       3. บัตรเครดิตชาวนา
       
       เป็นที่เข้าใจกันถ้วนหน้าว่าเกษตรกร ถือเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย เห็นได้จากนโยบายที่มุ่งไปที่ชาวรากหญ้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร และสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่พรรคเพื่อไทยงัดโครงการใหม่มานำเสนอในชื่อ 'บัตรเครดิตชาวนา' เพื่อนำไปใช้สำหรับซื้อวัสดุอุปกรณ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเพื่อที่เกษตรกรจะได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำได้อีกทางหนึ่งด้วย
       
       ซึ่งทันทีที่มีนโยบายนี้ออกมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มเป้าหมายอย่าง สุภาพ อุดธิยา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจังหวัดน่าน กล่าวว่าหากได้ใช้บัตรเครดิตก็จะรู้สึกดีใจ เพราะปัจจุบันนี้ตนก็ยังต้องไปกู้ตามกองทุนหมู่บ้านหรือตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อยู่ แต่ถ้าจำเป็นใช้เงินเร่งด่วนก็กู้นอกระบบ เพราะฉะนั้นหากมีบัตรนี้ก็ไม่ต้องไปแย่งกันกู้เงินตามที่ต่างๆ แถมข้อเสนอเรื่องไม่มีดอกเบี้ยด้วยก็จะช่วยทำให้ได้กำไรจากการทำการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น
       
       แต่ทว่าที่ผ่านมา นโยบายนี้กลับถูกสบประมาทอยู่ตลอดเวลาว่า น่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝันมากกว่า โดย ผศ.ดร.เจษฎา มิ่งฉาย อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่อธิบายว่า ปกติแล้วกลุ่มเกษตรกรนั้นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารพาณิชย์โดยปกติจะปล่อยกู้ในอัตราดอเบี้ยที่ต่ำ ทางที่เป็นได้ก็ต้องให้ ธ.ก.ส.เป็นผู้ดำเนินการ
       
       “บัตรเครดิตกับกองทุนหมู่บ้านไม่ค่อยต่างกัน เพราะมันขึ้นอยู่กับวินัยการใช้เงินของเกษตรกร คนที่จะวิ่งหาบัตรตัวนี้คือกลุ่มคนที่ไม่มีวินัยในการใช้เงินมาก เพื่อเขาจะเอาแหล่งหนึ่งไปจ่ายอีกแหล่งหนึ่งหมุนเวียนกันไป เพราะฉะนั้น การมีบัตรเครดิตมันก็ไม่ได้ยืนยันแน่นอนว่าเมื่อมีบัตรแล้วไม่ไปกู้นอกระบบ”
       
       ขณะที่ ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ให้ความเห็นว่า สุดท้ายแล้วประโยชน์บัตรเครดิตคงจะให้ได้เฉพาะเรื่องวัสดุการเกษตรเท่านั้น เพราะการที่บอกว่าผู้ที่ใช้บัตรนี้ได้นั้น จะไม่ต้องเป็นหนี้ หรือไปกู้ยืมหมุนเวียน ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ที่บอกว่าหลังจากใช้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นทีหลัง
       
       “เกษตรกรอาจไปตกลงกับเจ้าของร้านบัตรเครดิตว่า เอาของมาเท่านี้ นอกนั้นเอามาเป็นตัวเงิน แล้วจะให้ทางร้านเป็นเปอร์เซ็นต์ นี่ก็เป็นปัญหาอีกอันหนึ่ง เพราะเราไม่มีวินัยทางการใช้เงินแต่เราอยากจะใช้เงิน ถ้าเกิดรูปการณ์อย่างนี้ขึ้นจะได้ผลกับเกษตรกรไหม เงินคล่องขึ้นแต่ดูจะเป็นหนี้เป็นสิน เกษตรกรบางคนนั้นมีความเข้าใจพร้อมทำตรงนี้หรือยัง เรากลัวว่ามันจะเป็นหนี้เพิ่มพอกพูนขึ้นคือใช้เงินเพลิน แล้วจะทำให้เป็นหนี้ต่อไป”
       
       อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้ดูน่าจะทำได้ลำบาก แต่ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงยืนยันว่าทำได้ ซึ่งสุดท้ายจะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่นั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
       
       4. แจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน
       
       กลายเป็นนโยบายการศึกษาที่โดดเด้งโดนสุดๆ โดยเฉพาะวัยทีนที่อยู่ในโลกไอที เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศประกาศแนวคิด ‘One table PC per Child’ หรือการแจกแท็บเล็ต พีซี ให้แก่นักเรียนระดับชั้น ป.1
       
       แน่นอน เมื่อออกตัวแรงมาขนาดนี้ แถมเห็นผลชัดๆ กว่าเรียนฟรี 15 ปีแบบเห็นๆ จึงไม่แปลกที่เด็กๆ จึงพากันยิ้มกริ่มรอรับของขวัญวันเปิดเทอมกันถ้วนหน้า อย่าง ด.ช.ปรัญชัย ประเสริฐปั้น นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่บอกว่า โครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์มาก เพราะช่วยทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เนื่องจากแท็บเล็ตสามารถใช้สืบค้นข้อมูลก็ได้ พัฒนาศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีก็ได้ และยังทำให้เด็กๆ หันมาให้ความสนใจกับการเรียนมากขึ้นอีกด้วย
       
       แต่อย่างว่า เมื่อมีมุมดีก็ต้องมีมุมไม่ดีตามมา เพราะของแบบนี้มันมี 2 คม อย่างความเห็นของ จรัญ เสนาวงศ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สะท้อนความเป็นห่วงว่า เด็กบางคนอาจนำไปเล่นเกม หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาเท่าที่ควร เพราะต้องยอมรับว่า เด็ก ป.1 นั้นถือว่า ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะใช้ของพวกนี้ แถมบางคนก็ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะอ่านออกเขียนได้ ดังนั้นโอกาสที่จะดูแลอุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์ชิ้นนี้ให้อยู่รอดปลอดภัยก็ถือเป็นเรื่องลำบาก
       
       เช่นเดียว รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองว่า เรื่องวุฒิภาวะนั้นสำคัญที่สุด และหากรัฐบาลจะทำจริงก็น่าจะไตร่ตรองดูว่าควรจะเริ่มแจกให้แก่เด็กในช่วงชั้นไหนจึงจะเหมาะสม ไม่เพียงแค่นั้น เรื่องนี้ยังสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และครูว่ามีความพร้อมและรับทราบเกี่ยวกับเทคโนโลยีตรงนี้แค่ไหน เพราะปัจจุบันยังไม่มีโครงการมารองรับเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นหากแจกไปเฉยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ ก็เท่ากับสูญเปล่านั่นเอง
       
       “การนำแท็บเล็ตมาใช้ในวงการศึกษาของบ้านเรา อาจจะยังไม่มีความเหมาะสมมากนัก หากพิจารณาจากหลายภาคส่วนที่ออกมาแสดงความเห็นถึงความเป็นไปได้ หากมีการนำมาใช้ แต่ตอนนี้ปัญหาที่ทางรัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไข เกี่ยวกับการศึกษา เห็นจะเป็นเรื่องการส่งเสริมให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้มากกว่า”
       
       อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครฉุดแนวคิดนี้อยู่แล้ว เพราะว่าที่รัฐบาลได้ประกาศความพร้อมไว้เรียบร้อยว่า เด็ก ป.1 จำนวน 800,000 คนจะได้รับแท็บเล็ตเป็นของขวัญวันเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม 2555 นี้แน่นอน
       
       5. ถมทะเลสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม
       
       แค่ได้ยินครั้งแรก หลายคนก็อาจจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับนโยบายแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และถมทะเลที่บริเวณปากอ่าวไทย ลงในทะเลกว่า 10 เมตร ยาว 30 เมตร และไกลจากฝั่ง 10 กิโลเมตร เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาครเรื่อยมาจนถึงจังหวัดสมุทรปราการซึ่งจะเริ่มถมแนวชายฝั่งเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครเป็นที่แรก ทั้งนี้จะได้พื้นที่ใหม่กว่า 1.8 ล้านไร่
       
       แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจาก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กลับพบว่าการถมทะเลไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ
       
       “สาเหตุที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ มีอยู่ 3 สาเหตุหลัก หนึ่งฝนตกหนักทำให้น้ำเหนือปริมาณมากล้นหลามที่ผ่านลงมาที่กรุงเทพฯ เฉลี่ยเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่สองคือเกิดจากแผ่นดินทรุด ปีหนึ่งเราก็จะทรุด 2-3 เซนติเมตรต่อปี และสุดท้ายเรื่องของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งมันสูงประมาณ 3 มิลลิเมตรต่อปี ตรงนี้คือประเด็นระยะยาว เพราะฉะนั้นการถมทะเลกับการป้องกันน้ำท่วมมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย อย่างน้ำเหนือมาก็ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้ มันไม่มีประโยชน์ ในทางหลักการแล้วมันควรจะต้องหาที่ให้น้ำอยู่ ไม่ใช่ไปถมแย่งที่น้ำ อีกอย่างการป้องกันน้ำท่วมไม่จำเป็นต้องถมทะเล คือทำแค่คันดินก็พอ”
       
       ที่สำคัญ พื้นที่ตรงนี้ยังถือเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในกรุงเทพฯ เป็นอาหารของคนกรุงเทพฯ และภาคกลาง เพราะฉะนั้น ถ้าถมทะเลเมื่อไหร่ ป่าชายเลนตายทันที และจะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้แก่คนที่ประกอบอาชีพบริเวณตรงนั้นอย่างแน่นอน
       
       “ถ้าถมออกไปถึง 10 กิโลเมตร ชาวบ้านก็เดือดร้อนนะ เขาเลี้ยงหอยในทะเลกันทั้งนั้น จะหาหอยกันตามชายฝั่งก็ไม่ได้แล้ว คอกหอยแครง ก่ำหอยแมลงภู่ (ไม้ปักใช้เลี้ยงหอย) ก็จะมีผลกระทบมาก ยิ่งถมความยาวขนาดนี้มันก็ลงน้ำลึกไปแล้ว จะให้ไปทำมาหากินตรงนั้นมันก็ไม่ได้” สอน พึ่งสาย ประธานชุมชนแสนตอ เขตบางขุนเทียน ในฐานะผู้ประกอบอาชีพเพาะหอยแครงหอยแมลงภู่บริเวณชายฝั่งให้ความเห็น
       
       เพราะฉะนั้น หากให้ตั้งข้อสังเกต รศ.ดร.เสรีก็เชื่อว่า วัตถุประสงค์ของการถมทะเลนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ แต่จะเป็นการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า
       
       อย่างไรก็ตาม นโยบายตรงนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือจะทำอย่างไร มีเพียงแต่การวางแผนไว้คร่าวๆ ว่าจะใช้เงินจากงบประมาณและงบผูกพันเพียงเท่านั้น
       >>>>>>>>>>
       ……….
       เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
       ภาพ : ทีมภาพ CLICK

ข่าวล่าสุด ในหมวด
สำรวจความชุ่ย! “เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์”
ดวงประจำวันพุธที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
โค้ช “คิ้ม-แสตมป์” โดนรุมยับ “ตัวจริงเสียงจริง” หรือ “ตัวเส้นเสียงล็อก”!!? (มีคลิป)
มารสังคม! แก๊งมอไซค์เล่นละครขู่เอาเงิน
เชือดไก่ขู่ “ชู 3 นิ้ว” ซิวนายตำรวจใหญ่ คะแนนนิยม คสช.ลดฮวบ!!
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 26 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
ความคิดเห็นที่ 51 +66 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ชำแหละนโยบายรัฐปูแดง

มวลชนคนเสื้อแดงและชาวรากหญ้าที่ลงแรงสนับสนุนให้ “ปูแดง” โคลนนิ่งของนักโทษหนีคุกได้เป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศ คงจะฟ้าสีทองผ่องอำไพกันในคราวนี้ ด้วยสารพัดนโยบายลดแลกแจกแถม ดังเช่น

1. สร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ใน กทม.เก็บ 20 บาท
ความฝันของคนกรุงจะได้นั่งรถไฟฟ่า 10 สายอาจจะเป็นจริง แต่ในเวลาเดีวกัน เงินก้อนโตจำนวนมหาศาลก็คงเป็นความฝันของพรรคเพื่อแม้วจะเป็นจริงเช่นเดียวกัน สำหรับค่ารถไฟฟ้า 20 บาท ปัจจุบันนี้รถไฟลอยฟ้า ถ้าซื้อบัตรใช้ประจำก็ได้สิทธิ์เสียค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกตรงไหน และรถไฟฟ้าใต้ดินก็ลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุอยู่แล้ว จึงเป็นนโยบายตีกินหลอกชาวบ้านเท่านั้นเอง

2. ขจัดยาเสพติดใน ๑๒ เดือน / ขจัดความยากจนใน ๔ ปี
สมัยพี่แม้วเป็นนายกฯ มีเรื่องฆ่าตัดตอนผู้บริสุทธิ์ตายนับพัน เพียงเพื่อสร้างภาพปราบยาเสพติด ถ้าคราวนี้นโยบายเร่งปราบยาเสพติดแบบเอามันเหมือนสมัยพี่ชายโดยกำหนดเวลา 12 เดือน ผู้บริสุทธิ์จะตกเป็นแพะรับบาปล้มตายอีกสักกี่คน เมื่อคิดแล้วสยอง และนโยบายแก้จน สมัยพี่แม้วเป็นนายกฯ หาเสียงว่าประชาชนจะมีเงินเต็มกระเป๋าภายใน 6 เดือน (เหมือนกับแก้ปัญหาจราจรในกรุงแทพภายใน 6 เดือน) แล้วเป็นอย่างไร ??? 6 ปีที่เป็นรัฐาบาลประชาชนก็จนแหมือนเดิม แถมมีหนี้สินท่วมตัวเพราะเสกกระดาษเป็นเงิน สัญญากู้เต็มกระเป่า (คนกรุงเทพรถก็ติดเหมือนเดิม และติดหนักยิ่งขึ้น เดือดร้อนกันถ้วนทั่งหน้า)

3 .พักหนี้ครัวเรือนที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี
หนี้ครัวเรือน (Personal Loan) ตามความเข้าใจคือ หนี้ที่ประชาชนชาวบ้านกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งในระบบและนอกระบบ เมื่อมีนโยบายพักหนี้ 3 ปี สถาบันการเงินที่ให้กู้มิเจ๊งกันหมดหรือ เพราะบางสถาบันหากินปล่อยกู้ให้กับชาวบ้านระดับรากหญ้าป็นธุรกิจหลัก เมื่อปล่อยกู้แล้วไมได้เงินคืนจะอยู่ได้อย่างไร นอกจากรัฐต้องเอาเงินภาษีของประชาชนเข้าไปอุ้มเท่านั้น เขาทำนองถลุงเงินหลวงเพื่อสร้างภาพหาเสียง ประเทศชาติจะวิบัติหายนะอย่างไรไม่ต้องสนใจ ซึ่งจะเป็นการสร้างนิสัยการกู้ยืมหนักมือยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคำว่า “พักหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “ดอกเบี้ยจะหยุดอยู่กับที่ เพียงแต่ชะลอการชำระหนี้เท่านั้นเอง” เมื่อพ้น 3 ปี ทั้งต้นและดอกเบี้ยท่วมตัวแน่นอน ซึ่งวิธีการแตกต่างกับการแปลงหนี้จากดอกเบี้ยสูงเป็นดอกเบี้ยต่ำเช่นที่ ปชป. ทำกับลูกหนี้บัตรเครดิต

4. .30 บาทรักษาทุกโรคได้จริง
ตลอด 6 ปีที่พี่แม้วเป็นรัฐบาลใช้นโยบายบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ประชาชนตาดำ ๆ รับรู้แต่เพียงว่าเมื่อใดที่ควักบัตร 30 บาทขึ้นมาก็หมายความว่าตายทุกโรค จนประชาชนชาวบ้านไม่กล้าใช้กัน เพราะรัฐบาลสมัยนั้นทำเป็นเพียงแค่สร้างภาพ แต่ไม่ได้มีการติดตามควบคุมให้การรักษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพต่อชาวบ้านแต่อย่างใด ถ้าจะว่าไปเป็นนโยบายสร้างบาปสร้างกรรมกับชาวบ้านโดยแท้จริง มิใช้รักษาได้ทุกโรคจริง

5.. จำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท
นั้บแต่นี้ไปไม่ว่าผู้ดีมีเงินและผู้ยากไร้จนเงิน ก็จะต้องประสบชะตากรรมเหมือนกันคือ “กินข้าวแพง” ด้วย นโยบายจำนำข้าวเปลือก 15.000 บาท เพราะขณะนี้พ่อค้าข้าวคนกลางตุนข้าวเปลือกไว้จำนำกับรัฐปูแดง ข้าวจะขาดตลาด โดยหลักเศรษฐศาสตร์ดีมานด์ มากกว่า ซัฟพราย สินค้าต้องขึ้นราคา โดยเฉพาะนโยบายนี้คนได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือพ่อค่าข้าวคนกลาง เนื่องจากชาวนาขายข้าวให้กับพ่อค้าข้าวคนกลางจนไม่เหลือข้าวในมืออีกแล้ว และข่าวบอกว่าบรรดาพ่อค้าข้าวคนกลางล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อแม้วเสียส่วนมาก บุญล้นทับตีนบวบก็คราวกนี้เอง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ข้าวไทยในตลาดโลกจะมีราคาสูง เพราะไม่เป็นไปตามกลไกตลาดโลก จนไม่สามารถแข่งกับประเทศอื่นเช่นเวียตนาม ซึ่งปัจจุบันนี้ เวียดนามแซงประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของตลาดข้าวในโลกนี้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตชาวนาไทยจะเป็นเช่นใด

6. .ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ภายใน ๙๐ วัน
จากการวิเคราะห์ของวงการผู้ประกอบการ เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจขนาดกลาง (SME) จะเจ๊งนับแสน ๆ ราย เพราะแบกรับภาระค่าแรงตามโยบายรัฐปูแดงไม่ไหว หรือถ้าจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดก็คงต้องเปลี่ยนไปจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นและลดแรงงานไทยลง นั้นหมายความว่าแรงงานไนระดับรากหญ้าจะมีอนาคตตกงานกันนับแสนนับล้านรายแน่นอน

7. .จบปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท
อนาคตของบัณทิตปริญญาตรีคงสดใสกันถ้วนทั่วหน้า โดยเฉพาะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏที่จบออกมาปีละหลายหมื่นคน ถ้านโยบายรัฐปูแดงกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและธุรกิจเอกชน จ่ายเงินเดือน 15,000 บาท กับผู้จบปริญญาตรีทุกคนแบบเสมอภาค แต่ในทางตรงกันข้ามที่น่าเป็นห่วงคือ บรรดาบัณฑิตปริญญาตรีนับหมื่นที่จบออกมาดังกล่าวข้างต้น จะตกงานกันเกือบร้อยเปอร์เซนต์ เนื่องจากธุรกิจภาคเอกชนคงจะเลือกจ้างเฉพาะบัณฑิตปริญญาตรีหัวกะทิจริง ๆ เพื่อให้คุ้มกับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท หรืออาจจะเลิกจ้างระดับปริญญาตรีกระโดดไปจ้างมหาบัณฑิตปริญญาโท (ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองในขณะนี้) ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะเงินเดือนแตกต่างกันไม่มาก นอกจากรัฐปูแดงต้องกำหนดเงินเดือนปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทขึ้นไป

เพียงแค่ 6 – 7 นโยบายรัฐปูแดงที่วิเคราะห์ข้างต้น ซึ่งไม่ทราบผลประโยชน์แท้จริงจะตกกับใคร แต่ที่แน่ ๆ คือ บรรดารากหญ้า ชาวประชาทั่วประเทศจะได้รับอนิสงฆ์ผลกรรมของนโยบายนี้อย่างแท้จริงไม่ช้าก็เร็ว แล้ววันนั้นจะถึงกาลเป็นไปตามธรรมชาติคือ ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ (รักก็รักจริง ชังก็ชังจริง นี้คือสัจธรรม เมื่อถึงเวลานั้นอย่าเผลอโอดครวญว่า “นรกมีจริง”

ประชาชน
12 กรกฏาคม 2554
.............
ความคิดเห็นที่ 64 +43 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คิดแบบเด็กๆประถม มือใหม่หัดขับ เดี๋ยวพาไปตายหมู่

คิดได้ไงแจกแทบเล็ตให้เด็กประถม ยิ่งอัปลักษณ์จะมองแค่เด็กใน กทม.และลูกตัวเองไม่พอหรอก แล้วเด็กบ้านนอกต่างจังหวัดจำนวนมาก เขาใช้เป็นไหม?????? แค่ถือเล่นกันไม่เกินวันก็เสียหายแล้ว แล้วใครซ่อม งบซ่อมเท่าไหร่??????????????????? ขนาดมีคอมฯใน ร.ร.ยังไม่มีปัญญาใช้เลย ฝันไกลเกินเหตุ เพ้อเจ้อ เพ้อฝันเหมือนเด็กปัญญาอ่อน จะทำให้บ้านเมืองพังได้ง่ายๆ อย่าเอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศไปถลุงเลยอัปลักษณ์เอ๋ย เอาเงินไอ้ทักษิณและของตระกูลมรึงนั่นแหละมาทำถ้าอยากจะทำจนตัวสั่น
123
ความคิดเห็นที่ 25 +29 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากจะเป็น ก็ถามว่า "เอามั๊ยค่ะ !"
พอได้เป็น ก็บอกว่า "รอศึกษาความเป็นไปได้ก่อนนะค่ะ!"
ปูโลกเบี้ยว
ความคิดเห็นที่ 70 +24 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นไงค้าาาาาา...... พี่น้องชาวอิสาน เราจะกระช้ากกกก ค่าครองครองชีพให้พี่น้องชาวอิสาน
ด้วยการขึ้นค่าแรง 3oo ให้เฉพาะคนกรุงเทพที่ไม่ได้เลือกเราค่าาาา..... l
.. ส่วนพี่น้องอิสานที่ทุ่มเทเลือกเรา ไม่ต่องขึ้นค่าาาาาา..
ใช่มั้ยค้าาาาาา...
ความคิดเห็นที่ 7 +23 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โครงการถมทะเลสร้างเขื่อน
ท่าทางจะมี "หมกเม็ด" ในท้ายสุด
เพราะมันจะกลายเป็นโครงการ "ใช้เงินคนทั้งประเทศ (แต่ส่วนใหญ่ก็คือ เงินของประชาชนส่วนที่ไม่ได้เลือกเผาไทย) ถมทะเล แล้ว "เอาพื้นที่นั้นมาทพโครงการบ้านจัดสรร" หรือ "รีสอร์ท" (ซึ่งคงไม่ต้องบอก ว่าบริษัทก่อสร้างใดจะได้ไป)

การ "ถมทะเล" นี้เคยทำมาแล้ว
แต่เป็นการถมทะเล "สร้างชายหาด" สำหรับรีสอร์ท "ไอยะปุระ" ที่เกาะช้าง
ซึ่งเดิมทีชายหาดของรีสอร์ทนี้สั้นมาก สั้นจนไม่สามารถสร้างตัวรีสอร์ทได้ซะด้วยซ้ำไป
แต่แล้วก็ปรากฎว่ามีการถมทะเลครั้งใหญ่ รถเครนทำงานไม่หยุดตลอดห้า-หกเดือน
จนทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ มีชายหาดกว้างและยาวอย่างผิดปกติ

เป็นโรงแรมหรู ระดับห้าดาว ของเกาะช้าง
...ไอยะปุระ น่ะ
ไปสืบเอาเองว่า "ของใคร"
ถามจ่าเสือดูก็ได้
ความคิดเห็นที่ 60 +18 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก้อดีครับ รอให้แผ่นดินไทยล่มสลายก่อนก้อดี สังคมเหลวแหลก เศรษฐกิจล่มจม หนี้ท่วมหัวเกษตรกรไป 7 ชั่วอายุ ไม่มีที่อยู่ที่กิน ดีครับ รอให้ถึงตอนนี้นก่อนค่อยสำนึกก้อไม่สายครับพี่น้องชาวอีสาน
Mr.xxx
ความคิดเห็นที่ 81 +16 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
-

ดูถูกกันชัดๆ พูดไป ดูโพยไป แล้วก็

.......... ดีไม๊ค้า

...................ชอบไม๊ค๊า
.
.
.

... ก็ เป็น นา ยก ได้

ดูถูกกันเกินไปหน่อย

-
ดูถูกเกินไป
ความคิดเห็นที่ 48 +15 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ภาษาอังกฤษ ของ ยิ่งลักษณ์ เลวถึงเลวมาก
เเย่กว่า นายกชวน เลวกว่า นายสมัึคร
เน่ากว่า จำลอง ศรีเมือง
เด็กอินเตอร์ ในประเทศไทย
พูด/ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี/ชัดเจนกว่า
ว่าที่ นายกหญิงคนนี้ ซะอีก
ยุคนี้ ผู้นำ ประเทศ
ต้อง สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่านี้
ไทยไม่ใช่ประเทศชั้นนำของโลก
จะไม่ชัดเจนกับภาษากลาง ที่ทั่วโลกใช้สื่้อสารกันไม่ได้หรอก
สำเนียงไม่ต้องไปสนใจ
เเค่ให้สื่อสารด้วยภาษาสากลสำเนียงไทย
ใช้ภาษา/ศัพท์ ที่ชัดเจน บ่งบอกถึงความรู้
เเค่นี้ก็(ยังไม่)ได้
การฟังคำถาม การตอบ ใช้ศัพท์งูๆปลาๆน่ากลัวมาก
ความคิดเห็นที่ 86 +15 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมไม่ต้องคิดเลย มันทำได้ทุกโครงการน่ะแหละ เงินทุนสำรอง ปชป ก็เตรียมไว้ให้แล้ว เราก็แค่หาโครงการมาถลุงเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง (กินงบร้อยชักแปดสิบ) พวกคุณคิดมากไป มันอยู่ที่วัตถุประสงค์แต่แรก ว่าทำเพื่อพัฒนาชาติหรือเพิ่มเงินใในกระเป๋าตัวเอง ทำไมเราดูไม่ออกกัน เค้าไม่ได้เข้ามาเพื่อจะเป็นรัฐบาลยาวยาวหรอก เค้าแค่เข้ามาใช้เงินในคลังให้หมด แล้วก็ให้ชุดอื่นเข้ามาหาเพิ่ม ไอ้ชุดที่มัวแต่หาเพิ่มให้ประเทศมีฐานะทางการเงินดีขึ้น ก็เหนื่อยกับคำด่าไป หาว่าทำอะไรชักช้า สุดท้ายสมัยหน้าคนก็ไม่เลือก บางครั้งคนเราไม่มองอะไรยาวยาว ใจร้อนอยากมีอยากได้ อะไรที่มันง่ายง่าย สุดท้ายประเทศก็วนเวียนอยู่ในอ่าง
ทำไมจะทำไม่ได้
ความคิดเห็นที่ 62 +14 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แค่ให้สัมภาษณ์งานแรก ว่าที่นายกฯ ปล่อยไก่ตัวเบ่อเริ่ม พูดได้ไงว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 จัดให้เฉพาะคนไทย ไม่รวมแรงงานต่างชาติ แล้วที่ระบุในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้จ่ายค่าแรงเท่ากันไม่ทราบว่าที่ปรึกษาด้านแรงงานตัวเป้งอยู่ใกล้ตัวสะกิดไม่ทันหรือไง
เอวัง
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014