หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Campus | แหล่งการศึกษา
 

งานวิจัย มศว ระบุเด็กไทยเรียนอังกฤษเพื่อสอบมากกว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2554 06:56 น.
งานวิจัย มศว ระบุเด็กไทยเรียนอังกฤษเพื่อสอบมากกว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
        งานวิจัย มศว ระบุเด็กไทยเรียนอังกฤษเพื่อสอบ พูดอ่อนแอมาก แนะศธ.- สทศ.เปลี่ยนข้อสอบภาษาอังกฤษ จะทำให้เด็ก - ครู -โรงเรียนเปลี่ยน ระบุครูเรียนปรับวุฒิ ไม่ได้มุ่งพัฒนาเด็ก อยากเห็นรัฐบาลฟื้นโครงการทุนครู 5 ปี เน้นเด็กดี -เก่งเรียนครู
       
       ดร.อรพรรณ วีระวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า จากงานวิจัยที่ได้ศึกษาเรื่องการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยเพราะเหตุใดไม่ได้ผลนั้น และเด็กไทยก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แม้ว่าจะเรียนในหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้ได้เรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น - ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.1 - ป.6 ) และมัธยมศึกษาตอนตั้ง- มัธยมศึกษาตอนปลาย ( ม.1-ม.6) รวมเวลาที่เรียนภาษาอังกฤษทั้งสิ้น 12 ปีเต็มๆ แต่เด็กไทยก็ยังใช้ภาษาอังกฤษในการพูดไม่ได้ อย่าว่าแต่เด็กเลยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยระดับด๊อกเตอร์บางคนก็ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสนทนาในชีวิตประจำวันได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมาจาก Socio Linguistics ภาษาศาสตร์ทางด้านสังคมไทย มีปัจจัยที่ทำให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แม้จะเรียนมาเป็นเวลาถึงสิบกว่าปีก็ตาม
       
       สืบเนื่องจากการที่เด็กต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เด็กละเลยที่จะเรียนพูด ครูไม่เน้นไม่ให้ความสำคัญเพราะในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่มีการสอบพูด ครูไทยเน้นการสอบไวยาการณ์ (grammar) และการการเนื้อเรื่อง (Reading) เพื่อให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แรงขับดันจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลูกต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเพื่อพ่อแม่จะได้ภูมิใจ โรงเรียนเองก็ต้องการสถิติจำนวนเด็กที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ในจำนวนที่มากและแต่ละปีก็ต้องเพิ่มขึ้นๆ
       
       “การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะแตกต่างจากการเรียนเพื่อนำมาใช้พูดในชีวิตประจำวันอย่างมาก เพราะการเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการเรียนแบบท่องจำ ท่องศัพท์ เก็งข้อสอบ เพื่อจะได้ทำข้อสอบให้ได้มากที่สุด เด็กไทยเป็นจำนวนมากที่ทำข้อสอบภาษาอังกฤษได้ดีแต่เมื่อเจอชาวต่างชาติพูดไม่ได้ หากเด็กไทยไม่ต้องมุ่งทำข้อสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ แต่เรียนเพื่อการพูดและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น อยากพูดอะไรให้พูด ครูต้องเน้นการสอนพูดมากกว่าไวยากรณ์และคำศัพท์
       
       ตลอดถึงแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ใส่ใจเรื่องนี้ให้มาก สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ก็ต้องสอบวิธีการฟังเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของข้อสอบไวยากรณ์หรือคำศัพท์ เปิดเทปให้เด็กฟัง เด็กและทางโรงเรียนตลอดถึงครูจะสนใจการสอนที่เน้นการพูดมากขึ้น เมื่อแนวการออกข้อสอบภาษาอังกฤษเปลี่ยนไป กระบวนการเรียนรู้ทางภาษานั่นคือ ฟัง พูด อ่านและเขียนจะเกิดขึ้นทั้งกระบวนการ แต่กระบวนทัศน์การออกข้อสอบภาษาอังกฤษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน เด็กจะสนใจกระตือรือร้น มีการพัฒนาทางการใช้ภาษามากขึ้น ครูและทางโรงเรียนก็จะเปลี่ยนวิธีการสอน อย่าลืมว่าการใช้ภาษาอังกฤษต้องใช้ให้เกิดความคุ้นชิน ใช้บ่อยๆ จึงจะเกิดการพัฒนาเพราะภาษาคือการเลียนแบบเพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญ”

       
       ดร.อรพรรณ กล่าวอีกว่า งานวิจัยที่ศึกษานั้น ให้ความสนใจเกี่ยวกับครูไทยที่มาเรียนภาษาอังกฤษในระดับปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เพื่อเน้นให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เมื่อกลับไปที่โรงเรียนก็สอนแบบเดิมเพราะปัจจัยทางสังคม การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ค่านิยมมันยังไม่เปลี่ยน ครูไทยก็เลยต้องเน้นการสอนแบบเดิม แต่ในงานวิจัยพบว่าก็มีครูจำนวนน้อยมากที่เปลี่ยนได้ ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งคนที่เปลี่ยนได้เขาจะมาด้วยแนวคิดที่ว่า ทำไมการสอนภาษาอังกฤษของตัวเองจึงสอนไม่ดี เพราะเด็กยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เมื่อเขามีแนวคิดเช่นนั้นทำให้เกิดแรงขับและรับทุกอย่างที่ได้เรียนไปจากมศว ทำให้เขากลับไปใช้กับนักเรียน เด็กพัฒนาในโรงเรียนพัฒนาขึ้นพูดภาษาอังกฤษได้ ส่วนครูไทยที่มาภาษาอังกฤษเพื่อกลับไปสอนร้อยละ 80 เรียนเพื่อการปรับวุฒิทางการศึกษา เพื่อให้คุณวุฒิสูงขึ้น เมื่อมีการปรับวุฒิแล้วก็จะย้ายไปโรงเรียนอื่น
       
       “การเรียนสอนพูดภาษาอังกฤษต้องจัดห้องเรียนไม่ให้ใหญ่มากนัก ห้องละไม่ควรเกิน 15 คน การสอนเพื่อให้เด็กพูดได้นั้นต้องเน้นที่การพูด ไม่ใช่การทำข้อสอบและควรจะเป็นครูที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และควรจะจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ภาษา หรือการให้เด็กๆ มีโอกาสไปเรียนซัมเมอร์หรือเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศก็จะทำให้เด็กใช้ภาษาได้ดีขึ้น การเรียนภาษาเพื่อใช้ในการสนทนาไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่กล้าที่จะพูด ภาษาเป็นเรื่องของการฝึกฝนใช้ความชำนาญใช้การฝึกฝน อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษต้องไม่พูดภาษาไทย แต่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ แม้ในช่วงแรก ๆเด้กจะไม่เข้าใจ รู้สึกอัดอัดก็ให้ทน ให้ฝืนอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ สักประมาณ 1 - 2 เดือนเด็กจะเริ่มเข้าใจ แต่ต้องพูดซ้ำ ให้ตัวอย่าง สาธิต ยกตัวอย่างให้มาก ถ้ายังไม่เข้าใจก็ให้ดูจากภาพ ผู้สอนภาษาอังกฤษเพื่อการพูดต้องมีตัวอย่างให้มากพอ ใช้คำศัพท์ให้ง่าย เด็กจะเริ่มเข้าใจ ธรรมชาติของเด็กไทยจะขาดความมั่นใจที่จะพูด ดังนั้นครูต้องรู้ว่าในชั้นเรียนเด็กแต่ละคนมีทักษะทางการพูดต่างกัน ก็ต้องให้งานที่ยากง่ายไม่เหมือนกัน ครูภาษาอังกฤษต้องให้โอกาสเด็กทุกคน ทั้งเด็กเก่งและเด็กอ่อน “
       

       ดร.อรพรรณ กล่าวอีกว่าศธ.รับครูไม่ตรงวุฒิทางการศึกษาประจำการในโรงเรียนต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นครูก็สอนภาษาอังกฤษแบบผิดๆ จะเห็นว่าโรงเรียนในต่างจังหวัดและเป็นโรงเรียนเล็ก เด็กจะมีปัญหาภาษาอังกฤษมาก เด็กกลัวภาษาอังกฤษ ใช้ครูวิชาอื่นมาสอนภาษาอังกฤษ อยากเห็นรัฐบาลลุงทุนผลิตครูภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นและต้องปรับในเรื่องเงินเดือนด้วย เพราะบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาด้านภาษาอังกฤษไม่อยากเป็นครูเพราะเงินเดือนน้อย จึงเข้าสู่เส้นทางอาชีพอื่นๆ ส่วนหลักสูตรครู 5 ปี หรือการศึกษาบัณฑิต 5 ปี รัฐบาลก็ไม่จริงจัง ทำให้เราขาดครูในวิชาเอกต่างๆมากมาย เพราะรัฐบาลไม่เอาจริง ไม่สนับสนุนคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นครู ในรัฐบาลชุดนายกทักษิณ ที่ให้คนดีคนเก่งมาเป็นครูและให้ทุนการศึกษา เรียน 5 ปี มีทุนการศึกษาให้ทำได้อยู่ประมาณปีกว่าก็ล้มเลิก นี่คือความไม่จริงจังแล้วเราจะผลิตครูเก่งๆ ในวิชาเอกต่างๆ ได้อย่างไร อยากให้รัฐบาลฟื้นทุนครู 5 ปีในวิชาเอกต่างๆ กลับมาอีกครั้ง เราจะได้ครูในวิชาเอกต่างๆ ซึ่งก็หมายถึงครูภาษาอังกฤษเก่งๆ ด้วย

ข่าวล่าสุด ในหมวด
15 ออฟฟิศสุดเจ๋ง เห็นแล้วอยากร่อนใบสมัคร!
ด็อกเตอร์ “ติ๊ก” เนวิเกเตอร์!!
ม.มหิดล จับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนเยาวชนประกวด SET ครั้งที่ 17
10 เมืองค่าเล่าเรียนถูกแบบไม่น่าเชื่อ!!!
จุฬาฯ นำทีม 14 สาขา-มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 42 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 41 คน
98 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
2 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ตอบกลับ : ความคิดเห็นที่ 70
ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014