หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ไม่ควรจะกินเนื้อสัตว์ !?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 26 ตุลาคม 2555 17:56 น.
ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       ในทางธรรมชาติบำบัดแล้วต่างเห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่าความจริงแล้วมนุษย์ไม่เหมาะที่จะบริโภคเนื้อสัตว์ และเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์เกิดโรคร้ายต่างๆเป็นจำนวนมาก
       
        ข้อทักท้วงที่ตามมาโดยทันทีก็คือแล้วเช่นนั้นถ้าไม่ทานเนื้อสัตว์มนุษย์ก็จะขาดโปรตีนและไม่แข็งแรง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์สามารถหาโปรตีนได้จากถั่วและธัญพืชหลายชนิด เช่น ธัญพืชมีโปรตีน 8% - 12% ถั่วเหลืองมีโปรตีน 40% หรือ 2 เท่าของโปรตีนในเนื้อสัตว์ แม้แต่เนื้อสันในที่เชื่อกันว่าดีที่สุด ก็มีโปรตีนที่นำมาใช้ได้เพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆมีโปรตีน 30%

       
        เราจึงพบว่านักกีฬาที่มีชื่อเสียงในระดับโลกกินอาหารจากพืชเป็นหลักที่มีไขมันต่ำแต่กลับทำให้ร่างการแข็งแกร่งมากขึ้น เช่น นักกรีฑาคาร์ล ลูอิส, นักเทนนิสชื่อดังมาตินา นาฟราติโลวา, นักมวลปล้ำระดับโลกอย่างคริสต์ แคมเบลล์ หรือนักวิ่งมาราธอน รูทส์ เฮลดริคช์ ฯลฯ
       
        หรือจะดูย้อนไปไกลกว่านั้นถึงความสำเร็จของนักกีฬาที่รับประทานอาหารมังสวิรัติและทำสถิติโลกสำคัญ เช่น เมอร์เร่ย์ โรส นักกีฬาว่ายน้ำผู้ที่เคยได้รับ 4 เหรียญทองและทำลายสถิติโลกในกีฬาโอลิมปิค, เอ. แอนเดอร์สัน นักยกน้ำหนักที่ทำลายสถิติโลกหลายครั้ง หรือแม้แต่ จอห์นนี่ ไวส์ มูลเลอร์ ผู้ทำลายสถิติว่ายน้ำของโลกถึง 56 ครั้ง
       
        แต่สำหรับคนที่กินเนื้อสัตว์นั้นควรจะต้องตระหนักว่า สัตว์ที่ตกใจกลัวสุดขีดเพราะการถูกฆ่าจะมีสารพิษในร่างกายเกิดขึ้นโดยทันที เช่น การหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) และกรดยูริค (Uric Acid)ซึ่งขับออกมาด้วยความหวาดกลัวหรือได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งภาวะความเป็นพิษเหล่านี้จะกระจายไปทั่วร่างของสัตว์และตกค้างอยู่ตามเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ และเมื่อย่อยสลายแล้วจะมีความเป็นกรดสูงในร่างกายมนุษย์
       
        และด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เราได้สารแปลกปลอมในเนื้อสัตว์อีกมากมายเพื่อให้มนุษย์ได้มีความพึงพอใจกับรูปลักษณ์ขอเนื้อสัตว์เหล่านั้น เช่น การใช้ฮอร์โมนหรือยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งให้สัตว์มีร่างกายเจริญเติบโตได้เร็ว การใช้ฟอร์มารีนเพื่อกันเน่าเสีย การใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อหลอกให้เชื่อว่าเนื้อมีความสดใหม่ แต่ประเด็นนี้แม้ในพืช ผัก และผลไม้ของไทยก็เต็มไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน (นอกจากประเทศไทยจะมีการปฏิรูปอาหารครั้งใหญ่)
       
        พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ หรือมีเครื่องปรุงที่กลบเกลื่อนเนื้อสัตว์ เราจะไม่สามารถไล่ล่าหรือกัดกินเนื้อสัตว์ตามธรรมชาติได้เลย
       
        ในขณะที่คุณณรงค์ โชควัฒนา ซึ่งเป็นผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติมาหลายสิบปี ก็ให้ความเห็นว่าความจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้มีความอยากอาหารเมื่อเห็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่เห็นซากสัตว์ หรือได้กลิ่นคาวเลือดจากเนื้อสัตว์ มนุษย์จึงต้องเปลี่ยนแปรสภาพด้วยการสับ บด ต้ม หรือทอดด้วยน้ำมัน และใช้เครื่องปรุงอาหารและเครื่องเทศเพื่อเปลี่ยนรสชาติกลบเกลื่อนเนื้อสัตว์เหล่านั้นเสีย ให้กลายเป็นอาหารประเภทอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น

       
        และหากจะพิจารณาลักษณะสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังในการแบ่งกลุ่มกินเนื้อ กินหญ้า และผลไม้แล้ว เราจะได้ข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจหลายประการ ดังนี้
       
        สัตว์กินเนื้อจะมีเล็บงุ้มแหลมคมและแข็งแรงสำหรับการตะปบ แต่สัตว์กินหญ้าและใบไม้ ตลอดจนสัตว์กินผลไม้จะเล็บแบน ซึ่งมนุษย์ก็เล็บแบนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาลักษณะนิ้วและเล็บของมนุษย์แล้วเหมาะสำหรับการเด็ดจับผลไม้หรือพืชเท่านั้น ไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้กับสัตว์ด้วย 2 มือเปล่าได้
       
        สัตว์กินเนื้อฟันหน้าจะแหลมคมเพื่อเอาไว้ฉีกเนื้อ และไม่มีฟันกรามด้านหลังสำหรับบดอาหาร สัตว์กินเนื้อจึงไม่ต้องบดเคี้ยวเอื้องและกินเร็วมาก ส่วนสัตว์ที่ไม่กินเนื้อทั้งสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ จะมีฟันหน้าไม่แหลมคมและมีฟันกรามด้านหลังสำหรับบดอาหารและใช้เวลานานกว่า ส่วนมนุษย์ไม่มีลักษณะฟันที่จะจัดกลุ่มกินเนื้อได้เลย
       
        นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำลายของสัตว์กินเนื้อตามปกติจะเป็นกรด และไม่มีน้ำย่อยทายลินสำหรับย่อยอาหารจำพวกข้าวในขั้นต้น อีกทั้งยังมีต่อมน้ำลายเล็กๆในปาก เนื่อจากไม่จำเป็นต้องย่อยอาหารประเภทข้าวหรือผลไม้ในขั้นต้น ในขณะที่มนุษย์เหมือนสัตว์กินพืช ผัก ผลไม้ คือเมื่อสุขภาพดีน้ำลายจะเป็นด่าง มีน้ำย่อยทายลินเพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว และมีต่อมน้ำลายที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับการย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นต้น
       
        ผิวหนังของสัตว์กินเนื้อจะมีความหยาบกระด้าง ไม่มีรูขุมขน คายน้ำโดยรู้ที่ลิ้นเพื่อให้ร่างกายเย็น ในขณะที่มนุษย์มีลักษณะเหมือนสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ คือ มีการขับเหงื่อโดยรุขุมขนนับล้านตามผิวหนัง
       
        ในกระเพาะอาหารสัตว์กินเนื้อจะมีกรดไฮโดรคลอริกอยู่มากเหมาะสำหรับย่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และส่วนอื่นๆของสัตว์ และมีความเป็นกรดสูงกว่ามนุษย์ และ สัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ถึง 20 เท่า
       
        ลำไส้ของสัตว์กินเนื้อจะยาวเพียง 3 เท่าของร่างกายเท่านั้น เพื่อขับถ่ายเนื้อที่เน่าเสียออกได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่มนุษย์เหมือนกับสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ คือ มีลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง 10-12 เท่า เพราะพืชและผลไม้จะเน่าเสียช้ากว่า จึงผ่านการย่อยและดูดซึมเข้าผ่านลำไส้ได้ตามปกติไม่มีความจำเป็นต้องเร่งถ่ายออก
       
        มนุษย์มีภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารน้อยกว่าสัตว์กินเนื้อ และมีลำไส้ที่ยาวกว่าด้วย ดังนั้นเมื่อกินอาหารเนื้อสัตว์มากจึงย่อยสลายเนื้อสัตว์ได้ยาก และเนื้อสัตว์เหล่านั้นนอกจากจะมีสารพิษแล้วเมื่อเน่าเสียได้เร็วแต่ขับถ่ายออกผ่านลำไส้มนุษย์ได้ช้า คนที่กินเนื้อสัตว์มากจึงมักเป็นโรคท้องผูกเพราะเนื้อสัตว์ไม่ค่อยมีกากไฟเบอร์ทำให้การเคลื่อนไหวทางเดินอาหารเป็นไปอย่างช้ามาก เกิดความหมักหมมและก่อโรคมากในลำไส้ และก่อโรคอื่นๆตามมาในที่สุด

       
        วารสารการแพทย์อเมริกัน (The Journal of The American Medical Association) ได้เคยรายงานว่า "การกินอาหารมังสวิรัติสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ถึง 90% - 97%"
       
        อีกทั้งยังปรากฏรายงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารในพืชและผักที่มีไฟเบอร์สูงและความเสี่ยงของมะเร็งในลำไส้ใหญ่และเต้านมโดย โดย Eur J Cancer Prev ปี พ.ศ. 2541 พบว่าพบว่าการรับประทานผักผลไม้ สามาถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอีกมากมาย รวมถึงผักและผลไม้ที่มีสารกากใยมากจะช่วยการลดมะเร็งลำไส้ใหญ่
       
        นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังพบอีกด้วยว่าการกินเนื้อสัตว์มากจะสั่งสมก๊าซไนโตรเจนในรูปของกรดยูริคมากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคไต เมื่อไตไม่สามารถกำจัดกรดยูริคออกจาร่างกายตามข้อต่อ หรือตามกล้ามเนื้อ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามข้อ เป็นโรคเก๊าท์ และโรคไขข้ออักเสบ
ยังไม่นับอีกหลายโรคที่มีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก เช่น โรคไขมันคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคนิ่วในไต โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก, โรคเบาหวาน, โรคแผลในกระเพาะอาหาร, โรคนิ่วในถุงน้ำดี, โรคข้ออักเสบ, โรคเหงือก โรคสิว, โรคมะเร็งตับอ่อน, โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร, โรคกระดูกพรุน, โรคมะเร็งรังไข่, โรคริดสีดวง, โรคอ้วน, โรคหืดหอบ ฯลฯ
       
        ชาวฮันซ่า คือกลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และปากีสถาน เผ่าโอโตมี่ (ชนพื้นเมืองของเม็กซิโก) และชนพื้นเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา มีสุขภาพแข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย และโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนถึง 110 ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติ
       
        ในขณะที่ชาวเอสกิโม ซึ่งกินเนื้อสัตว์และไขมันเป็นประจำ จะแก่เร็ว และมีอายุโดยเฉลี่ย 27 ปีครึ่ง และในบรรดาชาวเคอกิส คือชนชาติพเนจรในแถวตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีน้อยคนมากที่มีอายุเกิน 40 ปี

       
        นักวิทยาศาสตร์สำคัญในโลกหลายคนก็รับประทานอาหารมังสวิรัติ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, เบนจามิน แฟรงคลิน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน, เลโอนาร์โด ดาวินชี, ปาสคาล, เซอร์ ไอแซค นิวตัน, ส่วนนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มีชื่อเสียงและรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
       
        อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ ได้เคยพูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมังสวิรัติว่า
       
        "ไม่มีอะไรที่จะได้ทำให้สุขภาพมนุษย์ได้รับประโยชน์และเพิ่มโอกาสสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกได้มากเท่ากับการวิวัฒนาการของการทานอาหารมังสิวิรัติ"
       
        ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
นักวิทยาศาตร์ไทยผู้คิดค้นและออกแบบระบบการลงจอดยานอวกาศไว้กิ้ง 1 ไวกิ้ง 2 และไวกิ้ง 3 ลงบนพื้นผิวดาวอังคารให้กับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซ่า เป็นคนแรกและครั้งแรกของโลกโดยการหยั่งรู้จากการนั่งสมาธิ ได้ให้สัมภาษณ์ปรากฏในหนังสือ "แท้จริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช" เขียนโดย คุณชนาธิป วงศ์ธิกุล และบรรณาธิการโดย คุณศิริวรรณ เต็มผาติ ความบางตอนจากการสัมภาษณ์น่าสนใจมีดังนี้:
       
        "เราปลูกผักเยอะๆ มันก็ดูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมันก็ผลิตคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารให้กับเรา และเราก็รับประทานเข้าไป เพราะฉะนั้นเราทานผัก เราลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้าเราทานเนื้อสัตว์ เราต้องเลี้ยงสัตว์ ซึ่งไม่เหมือนกันกับพืช สัตว์ไม่ได้เอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แต่กลับเอาออกซิเจนไปใช้ แล้วคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แถมยังผลิตก๊าซมีเทนเยอะมาก ซึ่งไม่ได้ช่วยโลกของเราเลย แต่ทานผัก เราปลูกผักเยอๆ โลกก็เย็นลงด้วยครับ...
       
        สัตว์ตอนโดนฆ่านี่ โอ้โฮ.. มันจะกลัว มันจะมีอารมณ์มันจะหลั่งสารเคมีต่างๆหลายอย่างซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเรานะครับ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการยกระดับจิตใจ แต่ผักจะไม่มีปฏิกิริยาเหล่านี้ ตรงกันข้ามมันกลับมีความสุขครับ เพราะนี่คือวิธีการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติของมัน คือการที่เราไปเด็ดไปกินแล้วเราก็จะทิ้งเม็ด เม็ดก็คือเมล็ดที่งอกขึ้นใหม่ได้ นี่เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ ต้นไม้ยินดีมากเลย เพราะเป็นวิธีการขยายพันธุ์ของเขา...ร่างกายของเราเจริญเติบโตก็ด้วยผัก ผักมันกลายเป็นเนื้อของเรา มันกลายเป็นอวัยวะของเรา มันได้กลายเป็นส่วนที่เป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นพวกผักมันจะรู้สึกดี ผักไม่มีปฏิกิริยาเชิงลบ ผักไม่รู้สึกว่ามันโดนฆ่าหรืออะไรทั้งสิ้น มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา ซึ่งมันเองก็มีความสุข ไม่เหมือนกับทานเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีปฏิกิริยาในทางลบแล้วก็สร้างความเสียหายให้กับเรา"
       
        จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมาข้างต้น มนุษย์จึงควรเป็นสัตว์กินพืช และมนุษย์ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ !!!!
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
จากคำเตือนของ อย. มากกว่า 80% ของคนเป็นหวัดซื้อยาปฏิชีวนะผิด และยาอมเจ็บคอทำให้ดื้อยา!?
เมื่อคนไทยกินยาลดไข้เกินขนาดมาตั้งนานแล้ว !?
อาหาร คีโตเจนิค ลดแป้งและน้ำตาลเพื่อฟื้นฟูสมอง?
เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงในนมวัวและชีสมีมากเกินไป?
คนกินมังสวิรัติตายด้วยโรคอะไร? (ตอนจบ)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 99 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 16 +34 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอบความเห็นที่ 10 คุณแพรวา

1. ลิงทุกชนิดส่วนใหญ่กินผลไม้เป็นหลักครับ น้อยมากที่ลิงจะนึกพิเรนจะกินเนื้อสัตว์ และประการถัดมาลิงมีเขี้ยวที่ยาวกว่ามนุษย์ ถ้าดูมนุษย์โบราณก็ไม่ได้มีเขี้ยวเหมือนลิง ไม่สามารถเปรียบเทียบในเชิงโครงสี้างฟันได้

2. ถ้ามนุษย์มีเขี้ยว(ซึ่งผมเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่มีและถึงมีก็ไม่มีความสามารถที่จะเขี้ยวเนื้อสัตว์ให้ขาดแล้วกลืนกินเองโดยปราศจากอาวุธหรือความร้อนได้ง่ายๆ) แต่ถ้ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีเขี้ยวจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องใข้อาวุธหรือมีดเลย

3. มนุษย์มี 2 ขา ต้องเอาไว้วิ่งแน่นอน แต่ไม่ได้แปลว่ามีไว้เพื่อไล่ล่าสัตว์ เพราะถ้าทำอย่างนั้นมนุษย์คงไม่ประดิษฐ์อาวุธขึ้นมา ย่อมแสดงว่ามนุษย์ไม่มีความสามาีถในการล่าสัตว์ด้วยกายภาพของตัวเองได้เลย

4. ตาของมนุษย์แม้จะมีมองไปข้างหน้าแต่ไม่สามารถสรุปได้ว่ามีไว้เพื่อล่าสัตว์ และมนุษย์เป็นสัตว์มีสองขา และสามารถพลิกตัวหันหลังได้ดีกว่าสัตว์ 4 เท้า ประเด็นนี้จึงยังฟังไม่ได้ เพราะถ้ามนุษย์เพียงแค่ไม่มีอาวุธ และไม่ใช้ไฟ หรือเครื่องเทศ ให้ลองจินตนาการว่าคุณจะล่าสัตว์และเคี้ยวกลืนกินสัตว์ได้ด้วยตัวเองกี่ประเภท? ถ้าไม่ใช้เครื่องทุนแรงมนุษย์มีนิ้วะมือที่เหมาะสำหรับเด็ดใบไม้และผลไม้กินเท่านั้น

5. เทียบกับวัวคงไม่ได้ เพราะวัวกินหญ้าเป็นลักษณะเฉพาะที่มนุษย์ไม่กิน แต่ถ้าคุณลองเปรียบเทียบกับมนุษย์ที่มีลำไส้ยาวมาก ถ้าเอาซากพืช และซากสัตว์มาวางเอาไว้ เปรียบเทียบซากสัตว์จะเน่าเหม็นก่อนแน่นอน มนุษย์ที่ลำไส้ยาวเมื่อกินเนื้อสัตว์มากจึงเกิดโรคมาก ดังนั้นงานวิจัยทางการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากจึงพบว่าการกินเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดโรคร้ายของมนุษย์มากมาย และในทางตรงกันข้ามไม่มีงานวิจัยบอกว่ากินพืชแล้วมนุษย์จะเป็นโรคร้ายมาก มีแต่บอกว่าถ้ากินพืช ผัก ผลไม้มาก จะเป็นโรคร้ายน้อยลง

6. การก่อไฟของมนุษย์เพื่อเปลี่ยนรูปเนื้อสัตว์ ยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถในกินเนื้อสัตว์ด้วยการภาพของตัวเองได้ ยิ่งเห็นภาพในถ้ำว่ามนุษย์มีแต่ล่าสัตว์ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ต้องล่าด้วยอาวุธและรุมกันล่าเท่านั้น ไม่มีความสามารถทางกายภาพที่จะล่าด้วยกายภาพของตนเองเช่นกัน

7. ความจริงในพืชมีโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อมนุษย์เช่นกัน การที่คุณยอมรับว่ามนุษย์ต้องกินของดองจึงจะไม่ขาดวิตามินบี 12 ย่อมแสดงว่า เราไม่จำเป็นต้องได้วิตามินบี 12 จากเนื้อสัตว์ครับ

8. คนเราอาจไม่ฆ่าสัตว์ กินเนื้อสัตว์มาก และเป็นไม่โรคจากการบริโคเนื้อสัตว์มากขนาดนี้หากรู้ตัวเองว่ามนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อสัตว์ และเหมะกับการกินพืชมากกว่า

ตัวอย่างจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ของศาสนาคริสต์ เล่มที่ ๑ ปฐมกาล ๑:๒๘(GENESIS 1:29) "พระเจ้าตรัสกับมนุษย์คู่แรกที่ชื่อ อดัมและอีฟว่า 

"เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิด ที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า"
ขอโต้แย้งอย่างอารยะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่รู้ทำไมคนไทยส่วนนึงถึงชอบกินกันปิ้งย่าง หมูกระทะ

คำตอบคือ ความงก

หมูกระทะ หัวละ ไม่เท่าไหร่ แต่กินได้ไม่อั้น บุฟเฟต์ป้ิงย่างกากๆมีดาดดื่น 299 คนไทยจำนวนมากชอบ

สุขภาพไม่เคยกลัว ขอให้ได้กลับมาบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่า ไม่กินนั่นนี่มา คุ้มมาก กินจนท้องเกือบแตก

นี่คือความสุขแบบไทยๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า มีผลต่อสุขภาพตัวเองแค่ไหน

ถ้าไปทานมื้อเย็็น กลับมาบ้าน บอกได้เลย นอนหลับไม่สนิท หรือไม่ก็ต้องนอนแบบทรมานหน่อยๆ เพราะในกระเพาะเต็มไปด้วยเนื้อย่างไหม้เกรียม

ผงชูรสจำนวนมากที่อยู่ในน้ำจิ้ม ก็จะเพิ่มอาการกระหายน้ำซ้ำเข้าไปอีก

แต่คนจำนวนมาก ก็ยังหลงไหล อาหารประเภทบุฟเฟต์ปิ้งย่าง โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะคิดอย่างเดียว ขอให้คุ้มๆๆๆๆๆๆ
เลิกกินปิ้งย่างมานานแล้ว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 26 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ความในพระไตรปิฎกกล่าวถึงอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด ซึ่งเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์อีก ๓ อย่าง

เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิดนั้น ได้แก่

1 เนื้อมนุษย์
รวมทั้งเลือดมนุษย์ด้วย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฎ “

แปลความง่าย ๆ ก็คือ อาจมีคนที่มีศรัทธาแรงกล้า ยอมอุทิศตนถวายเป็นอาหารแก่พระสงฆ์ได้ การฉันเนื้อและเลือดมนุษย์ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุดในบรรดาการฉันเนื้อต้องห้ามทั้ง ๑๐ ชนิด

2 เนื้อช้าง
เนื่องจากสมัยก่อน ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาหารการกินขาดแคลน ประชาชนก็เลยพากันบริโภคเนื้อช้าง แล้วยังทำเป็นอาหารถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตอีกด้วย ผู้คนต่างถิ่นและนักบวชต่างศาสนา พากันกล่าวตำหนิติเตียนที่พระสงฆ์ฉันเนื้อช้าง เพราะช้างเป็นราชพาหนะของกษัตริย์ ความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย ห้ามฉันเนื้อช้าง

3 เนื้อม้า
สาเหตุเดียวกับช้าง คือม้าหลวงตายมาก อาหารขาดแคลน และผู้คนต่างกล่าวว่า ม้าเป็นราชพาหนะของกษัตริย์ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อพระสมณะเหล่านั้น จึงมีทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อม้า

4 เนื้อสุนัข (สุ นัขขะ แปลว่า เล็บงาม)
มีความเชื่อว่า สุนัขเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง ไม่สมควรที่สมณะจะบริโภค

5 เนื้องู
เพราะงูเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง เช่นเดียวกับสุนัข ประกอบกับพระยานาคชื่อ สุปัสสะ เข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า “ บรรดาที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส มีอยู่ มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุจำนวนน้อยบ้าง ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย โปรดอย่าฉันเนื้องู “ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสงฆ์ฉันเนื้องูตั้งแต่นั้นมา

6 เนื้อราชสีห์ (สิงโต)
พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และยังทำเป็นอาหารถวายพระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต บรรดาภิกษุที่ฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่าต่างก็ถูกฝูงราชสีห์ฆ่า เนื่องจากกลิ่นตัวของผู้ที่บริโภคเนื้อราชสีห์ จะมีกลิ่นของราชสีห์ติดอยู่ด้วย ความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อราชสีห์

7 เนื้อเสือโคร่ง

8 เนื้อเสือเหลือง

9 เนื้อหมี

10 เสือดาว เหตุผลเดียวกับเรื่องของเนื้อราชสีห์

นอกจากเนื้อสัตว์ทั้ง ๑๐ ชนิดข้างต้นนี้ พระองค์มิได้ทรงห้าม แต่ทรงห้ามเนื้อดิบ หรือเนื้อที่ยังไม่ได้ทำให้สุกด้วยไ
นอกจากนี้ ยังมีเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์อีก ๓ อย่าง ที่ทรงห้าม ดังพระพุทธดำรัสตอนหนึ่งในชีวกสูตร ว่า “ ..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....”

เนื้อไม่บริสุทธิ์ทั้ง ๓ อย่างได้แก่

๑. เนื้อที่ได้ยิน หมายความว่า ภิกษุได้ยินชาวบ้านเขาพูดกันว่าจะมีการฆ่าสัตว์ใดก็ตาม เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารถวายแก่พระภิกษุสงฆ์

๒. เนื้อที่ได้เห็น หมายถึงสัตว์ใดก็ตามที่ภิกษุสงฆ์ได้เห็นว่าเขาฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหารถวาย

๓. เนื้อที่ตนรังเกียจ หมายถึงเนื้อที่ภิกษุสงฆ์รังเกียจ ด้วยเหตุผล ๒ ประการข้างต้น รวมทั้งสัตว์ใดก็ตามที่ตนได้เอ่ยวาจาไว้แล้วว่าจะไม่ฉันเนื้อสัตว์ชนิดนั้น

เนื้อสัตว์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่ได้กำหนดจากชนิดของเนื้อสัตว์ แต่กำหนดจากพฤติกรรมและเจตนาในการฆ่า เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารถวาย หากภิกษุสงฆ์ฉัน ถือว่าละเมิดโดยตั้งใจ ก็ต้องอาบัติตามกฎระเบียบวินัยสงฆ์

จากเรื่องราวอาหารต้องห้ามทั้งหลายของภิกษุสงฆ์ จึงเกิดสุภาษิตในภายหลังว่า “ ตักบาตรอย่าถามพระ “ เนื่องจากยังมีกฎห้ามภิกษุสงฆ์เรียกร้องขอให้ฆราวาสปรุงอาหารอย่างที่ตนต้องการให้ฉันด้วย

ที่มา

1. พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒
http://84000.org/tipitaka/pitaka1/vinai05.html
2. พระวินัยปิฎก
http://84000.org/tipitaka/pitaka1/
ทำความเข้าใจกันก่อน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 +20 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยและขอเพิ่มเติมสั้นๆว่าถ้าเราเลิกกินเนื้อสัตว์ได้โลกอาจน่าอยู่มากกว่านี้หลายเท่านักเพราะสัญชาตญาณดิบที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มรู้จักการไล่ล่าสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารนั้นมันโดนฝังลงไปในตัวมนุษย์ทุกผู้คนจนมันนําพาของการเบียดเบียนเข่นฆ๋าฟันช่วงชิงกันจนติดตัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไปในวันนี้

Food Inc. ก็เป็นหนังที่สะท้อนมาถึงยุคปัจจุบันว่ามนุษย์ได้ถูกปฎิบัติกลายเป็นสัตว์บ้างจากเงื้อมมือมนุษย์ด้วยกันเองนั้นก็คือการถูกไล่ล่าและควบคุมจากระบบของทุน
paulla2
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +19 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พยายามกินมังสวิรัติอยู่เหมือนกันค่ะ

เริ่มจากเลิกกินเนื้อวัว ประกอบกับเวลาเดินทางมักจะเห็นรถขนสัตว์ไปโรงเชือด

เห็นบ่อยมาก เห็นแล้วกินไม่ลงเลยค่ะ พอจะกินก็นึกถึงหน้าหมู พวกนั้น

กินแล้วรู้สึกดี ทั้งกายทั้งใจค่ะ ชวนคนรอบข้างกินอยู่เหมือนกัน แต่ดูจะยาก

ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่พอมาที่ทำงานเห็นเพื่อนๆกินมังฯเยอะเหมือนกันเดี๋ยวนี้
ขึ้นความเห็นให้ด้วยค่ะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 76 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นึกถึงโรคร้ายแรงต่างๆสมัยนี้แล้ว เทียบกับข้อห่วงใยเล็กๆน้อยๆถึงการขาดวิตามินบางประเภท
ผมคิดว่าเราควรจะต้องตัดสินใจเอาเองว่าเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตคนเราคืออะไร

รู้หรือไม่ครับ ว่าคนทานเจนั้นเขาต้องใช้ความตั้งใจและสมองมากกว่าคนกินอาหารชอ
เหตุเพราะเขาต้องศึกษาว่าอะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้ ผิดกับคนกินอาหารชอคือเจออะไรก็ทาน

แล้วคนที่ขาดสารอาหารก็คือคนกินชอนั่นแหละครับ เนื่องจากส่วนใหญ่เลือกกินอาหารเฉพาะที่ถูกปากตัวเอง
ผิดกับคนทานเจ หลังจากทานเจไปได้ระยะหนึ่งจากคนกินอะไรยากจะกลายเป็นคนกินง่าย อะไรๆก็กินได้
ขอเพียงไม่ใช่เนื้อสัตว์และผักฉุนที่จะเข้าไปทำลายอวัยวะภายใน

เรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้และทัศนคติ แต่สุดท้ายก็คือ ---
คุณจะกินก็ชีวิตคุณ คุณจะไม่กินก็ชีวิตคุณ
คุณจะโกงก็ชีวิตคุณ คุณจะไม่โกงก็ชีวิตคุณ
คุณจะดื่มเหล้าก็ชีวิตคุณ คุณจะไม่ดื่มก็ชีวิตคุณ
คุณจะกตัญญูก็ชีวิตคุณ คุณจะอกตัญญูก็ชีวิตคุณ
เราจะมีข้ออ้างต่างๆมากมายเพื่อตัวเราเอง

แต่เมื่อเราตายไปแล้ว อะไรๆก็จะไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไป
ถึงตอนนั้นจะร้องไห้เจ็บใจ แม้กระทั่งจะลงโทษตัวเองยังทำไม่ได้เลย
เพราะทุกอย่างนั้นสายไปเสียแล้ว
ant
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 74 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมชอบ คห. ที่ ๑๐ ครับ
การโต้แย้ง อาจก่อความรู้ใหม่ๆได้ครับ ผมว่า
ผมเป็นคนหัวอ่อน เค้าว่าเนื้อสัตว์ ( ใหญ่ ) ทานแล้วไม่ดี ผมก็เชื่อนะ พยายามงด พยายามเลี่ยง สุดท้ายก็อดไม่ได้ซักที แต่ที่ดีขึ้นมากตรงที่ไม่กินเนื้อทอด เนื้อที่ย่างจนไหม้เกรียม และหันมากินปลาให้มากเข้าไว้โดยการนึ่งหรือต้ม
สุดท้ายแล้วถ้างดเนื้อสัตว์ได้คงจะดี
เอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 71 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มนุษย์วิวัฒนาการมาถึงจุดนี้ได้เพราะเรากินได้ทั้งเนื้อสัตว์และพืช เราอาจจะเคยกินพืชมานานก่อนจะหันมากินเนื้อ ซึ่งทำให้ร่างกายของเราดูเหมือนเหมาะสมต่อการกินพืชมากกว่า แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายของเราถูกพัฒนาให้กินได้ทั้งสัตว์และพืช ไม่ใช่แค่พืชอย่างเดียว
ลิงชิมแปนซี สัตว์ที่มีความฉลาดใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น เป็นญาติที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าลิงชนิดอื่น ก็รู้จักออกล่าเพื่อกินเนื้อลิงชนิดอื่นเช่นกัน และเหตุผลที่มันล่าไม่ใช่ "นึกพิเรนทร์"
พฤติกรรมในการล่าสัตว์นี้เอง คือสิ่งที่ช่วยพัฒนาทักษะในการเอาตัวรอดของมนุษย์ ยังไม่นับปริมาณโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ซึ่งมีมากกว่าในพืชหลายเท่า ถ้าในอดีตเราเสียเวลาไปกับการเล็มยอดผักทั้งวันอย่างสบายใจ เหมือนกอริลล่า เราจะไม่มีวันมีมันสมองอันชาญฉลาดที่ทำให้เรารู้จักการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่มีความเชื่อทางศาสนาตั้งแต่แรก เราจะขาดทักษะในการทำงานเป็นหมู่คณะเพื่อล่า และเพื่อฆ่าศัตรูที่จะเข้ามาทำร้ายฝูงของเรา(อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าพวกกินพืชอย่างเดียว)

ความเชื่อเรื่องบุญกรรม การยกระดับจิตใจให้สูงเพิ่งจะเกิดมาเมื่อไม่กี่พันปีนี้เองแต่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกมีมาหลายล้านปี ฉะนั้นเราควรจะเอาความเชื่อที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปีเหล่านั้นมาใช้สำรวจ "ความจริงของโลก" หรือไม่ ลองคิดดูเอาเอง

มนุษย์ทุกวันนี้บริโภคทุกอย่าง อย่างไม่รู้คุณค่า ที่ว่าบริโภคนี้ไม่ใช่แค่อาหารแต่หมายรวมถึงความเชื่อด้วย เรากินเนื้อมากเกินไปจนเกิดผลเสียต่อร่างกาย เราไม่ออกกำลังกาย เสร็จแล้วเราก็ไปโทษว่าเนื้อไม่ดี หันมากินเจดีกว่า
เรายึดถือความเชื่อทางศาสนา สิ่งที่เกิดจากจินตนาการของเรา เราบอกว่าการฆ่าผิด เพราะเลือกสนใจแต่อารมณ์สงสาร และความเห็นอกเห็นใจของเรา แต่เรากำลังดูหมิ่นกำพืดที่แท้จริงของเราเอง
กินเนื้อน้อยๆ กินผักเยอะๆ และออกกำลังกายเป็นประจำ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 69 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณปานเทพ ให้ความรู้ผ่านบทความนี้ดีมากครับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง พล ตรี จำลอง อายุมากแล้วยังดูแข็งแรงอยู่เลย ผมพยายามจะกินเนื้อให้น้อยลง กินผักผลไม้ให้มากขึ้น
no vote
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 67 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมไม่ค่อยกินเนื้อครับ มันแพง

ใครที่บอกว่าผักแพง ยังไงก็ถูกกว่าเนื้อครับ

อิ่มเหมือนกัน
Copy Cat
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 65 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่แน่ใจในความรู้ที่ได้รับ ไม่มีปัญญาที่่จะตัดสินใจ
แต่ก็ทะนงในความรู้ที่มีอยู่ นี่คือความโง่
แยกดีชั่วไม่ออก
สมควรรับวิบากต่อไป

บัณฑิตกล่าวสิ่งใดก็ยังความเลื่อมใสแก่เรา
ด้วยความคาราวะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 64 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่อเมริกา ก็มีกลู่มหนึ่งเห็นว่าการkill ทำให้สัฅว์ตกใจปล่อยสารพิษเป็นภัยกับร่างกายมนุษย์ จึงชักชวนให้กินมังสวิรัฅิ บางกล่มไม่กินแม้กระทั้ง นม ไข่ และ cheese.

อย่างไรก็ฅาม บางตรั้งก็ทีประโยชน์ my late mother เตยป่วยเป็นโลหิฅจาง หมอฉีดยาทำจากสัฅว์(วัว) และแอบให้กิน Liverwurst ของวัว เลยดีขึ้น แฅ่แม่ไม่รู้

ฅอนเล็กอยู่เมืองไทนกินเนื้อน้อย ไม่แข็งแรง แฅ่ไม่ป่วยหนัก อยู่ที่ US กินมาก ผ่าฅัดหลายตรั้ง ฅอนนี้กินน้อย ไม่เจ็บป่วย กินผัก ๓ เดือนเศษ ไปฅรวจกระเพาะและลำใส้ ไม่เป็นแผล กระเพาะและลำใส้สะอาด

กินเนื้อใหม่ๆใส่พริกเพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็นเขียว

ฅอนนี้ถ้ากินปลามาก จะฉี่เหม็นเหมือนมีปลาอยู่ใกล้ๆ

ฅั้งใจจะกินผักผลไม้มากๆ แฅ่ไม่สัญญาจะเลิกกินเนื้อสัฅว์

ญาฅิเป็นมะเร็ง เขาไม่กิน หมู เป็ด ไก่ แม้รักษาหายแล้ว

องต์ลาไลลามะก็บอกกินเนื้อเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ไม่กินเป็นประจำ

ส่วนปู้ แม่ พี่สาว กิน หมู เป็ด ไก่ ปลา ไม่กินเนื้อวัว
73
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 58 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เพื่อนลูกสาว ตอนนี้อยู่ ป.4 เคยเห็นเอาข้าวกล่องมากินเอง ก็เลยถาม ลูกบอกว่า ที่บ้านเพื่อนเป็นมังสวิรัต ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็รู้ว่ากินมาตั้งแต่อนุบาล ไม่รู้ว่าตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า รู้ว่า มีพี่ชายอีก 2 คน คนโตอยู่ ม.1 ก็เห็นปรกติดีทุกอย่าง ฉลาดแข็งแรง
PP
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 52 +11 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมก็อยากแย้งอย่างอารยะกับคุณเช่นกันครับ

ตอบความเห็นที่ 16

คุณว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นครับ ผมคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายมากที่สุดนะ จะตอบเป็นบางข้อที่คิดไม่ตรงกันละกัน

2. มนุษย์โบราณมีกรามที่ใหญ่เพราะจะได้บดเคี้ยวเนื้อสัตว์หรือกระดูกได้ดีกว่ามนุษย์ปัจจุบัน อีกทั้งมีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่เข้มข้นกว่าเพื่อที่จะสามารถย่อยซากพืชและสัตว์โดยเสี่ยงต่อโรคได้น้อยกว่าครับ

3. มนุษย์มีระยางสี่ระยางเหมือนสัตว์บกทั่วไปครับ เพียงแต่การวิวัฒนาการมันทำให้เรามีมันสมองที่ใหญ่กว่าสัตว์อื่นๆและทำใช้ขาหน้าที่เรียกว่าแขนได้หลากหลายกว่าเพื่อประโยชน์หลายๆอย่าง

4. เราสามารถทานผลไม้บางประเภทได้เท่านั้นถ้าคุณคิดแบบนี้ ผลไม้เปลือกแข็งเราก็จะทานไม่ได้ เพราะไม่ใช่สัตว์ฟันแทะ อีกทั้งพืชผักต่างๆเราก็ไม่สามารถย่อยได้หมดเพราะไม่มีเอนไซม์มาย่อย คุณจะทานข้าวอย่างไรถ้าไม่กระเทาะเปลือกและหุงให้สุกก่อน? ความสามารถของสมองที่วิวัฒนาการของมนุษย์และการใช้ไฟได้แสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถที่จะทานอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ครับ

5. การกินและไม่กินที่เกินพอดีต่างหากที่ก่อให้เกิดโรค การทานอาหารโดยที่ไม่มีบาลานซ์ไม่ว่าทั้งเนื้อสัตว์หรือพืชผักย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งการกินอยู่มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วยครับ จะไปตัดสินเหมารวมเลยมันทำไม่ได้ ถ้าคุณไปถูกปล่อยอยู่ที่เกาะร้างสักเกาะ คุณก็ต้องหาอาหารทานยังไงก็ได้ที่ไม่ทำให้ขาดสารอาหาร ซึ่งในบางบริเวณคุณอาจจะหาพืชผักที่มีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ได้ เลยต้องบริโภคเนื้อสัตว์บางชนิดด้วย เพราะฉนั้นมนุษย์ถึงเป็นสัตว์ที่ทานได้ทุกอย่างครับ (และถึงจะบอกว่าเป็น "สถานการจำเพาะ" แต่ถ้าเราไม่มีการขนส่งคมนาคม ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติจริงๆ เราก็จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์จำเพาะตลอดเวลาครับ) และมนุษย์บางคนก็เป็นโรคภูมิแพ้ต่อพืชตระกูลถั่ว แป้งสาลี ฯลฯ คนเหล่านั้นก็ต้องหาสารอาหารจากแหล่งอื่นครับ เพราะฉนั้นจะเหมารวมไปเลยว่ามนุษย์ไม่ต้องเอาสารอาหารจากเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้

และอย่าลืมว่าพืชผักหรือสมุนไพรบางชนิดมันก็ต้องใช้ความร้อนเพื่อที่จะสลายสารพิษไปก่อนที่จะนำมาบริโภคหรือเพื่อการรักษาได้ครับ

ยาจากพืชสมุนไพรบางชนิดเราก็ต้องนำมาบด/เปลี่ยนแปลงรูปก่อนเพื่อที่จะนำสารที่มีประโยชน์มารักษาแผลด้วยนะ

ฉนั้นข้อแย้งของคุณเรื่องกายภาพของมนุษย์เพียงอย่างเดียวจึงฟังไม่ขึ้นครับ

6. การรุมล่านั้นไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินได้ว่าเราต้องเป็นสัตว์กินพืชนะครับ (สัตว์กินเนื้อบางประเภทก็ออกล่าเป็นฝูง)

และการที่เราใช้เครื่องทุ่นแรงก็เช่นกัน สิ่งนั้นแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางสมองครับ ว่าถ้าเราล่าโดยกายภาพไม่ได้ เราก็ต้องสร้างสิ่งที่สามารถทำให้เราเข้าถึงอาหารได้ (อย่างตัวนากก็จะใช้ก้อนหินเพื่อทุบเปลือกหอยแล้วกินเนื้อข้างใน)

7. อย่างที่อธิบายไปแล้ว คนเราถ้าไม่มีการคมนาคมขนส่ง ก็จะถูกจำกัดอยู่ในสถานการจำเพาะสำหรับพื้นที่นั้นๆ ฉนั้นเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน คนเราถึงถูกสร้างให้สามารถทานได้ทั้งพืชและสัตว์ อีกทั้งยังวิวัฒนาการให้ใช้ไฟซึ่งเพิ่มขอบเขตการเข้าถึงอาหารได้กว้างไกลขึ้นอีกครับ

8. การฆ่าสัตว์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหาอาหารอย่างเดียว มันเกี่ยวข้องกับการรักษาและรุกล้ำอาณาเขตด้วยครับ ในหลายๆสถานการณ์ สัตว์สามารถนำความไม่สงบหรือเชื้อโรคมาสู่เราได้ เพราะฉนั้นการต่อสู้หรือฆ่ากันมันเป็นเรื่องปกติบนโลกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการที่สูงกว่า เราจึงมี power of choice มากกว่า สามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำได้ ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับตรรกะชั้นสูงไปอีกครับ
----------------------------------------------------------

ยังไงก็ตามผมก็ยังเชื่อว่ามนุษย์เป็น Omnivore ครับ เพียงแต่ว่าเราต้องหาทางสายกลาง(ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ตรงกลาง)ในการรับประทานอาหาร และการที่เราสามารถทานได้ทั้งเนื้อและสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้เรากินได้ทุกอย่างด้วย ยังมีเนื้อหรือพืชบางชนิด(หรือกระทั่งส่วนบางส่วนของสิ่งที่เราสามารถทานได้)ที่เราไม่สมควรที่จะทานครับ

ถ้าคุณมองแต่สภาพทางกายภาพ แสดงว่าคุณลืมมองสภาพทางจิตใจและสมอง รวมไปถึงการวิวัฒนาการครับ คนเราเริ่มจากจุดๆหนึ่ง แต่ไม่ได้จำเป็นว่าเราจะต้องย่ำอยู่กับที่และอยู่ ณ จุดๆนั้นเสมอไปครับ

สุดท้ายนี้ เราไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลงเพราะการกินหรือทรรศนคติต่ออาหารครับ ส่วนเรื่องสุขภาพนั้นมันมีหลายปัจจัย สำหรับผมแล้วถ้าฝืนธรรมชาติของตัวเองทั้งหมดก็คงดำรงค์ชีวิตอย่างไม่มีความสุข แต่ถ้าไม่ฝืนเลยสุขภาพก็แย่แน่นอน การหาทางสายกลายให้กับตนเองนั่นแหล่ะครับถึงจะดีที่สุด
------------------------------------------

ป.ล. การกินเจเป็นแค่ความเชื่อครับ อย่านำมาปนกับข้อเท็จจริง เหมือนคำพังเพย "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง" (ไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะครับ ใครอยากทำก็ทำไปครับ)
ผมเชื่อในการวิวัฒนาการ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 51 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
๒๒. พระพุทธเจ้าห้ามสาวกกินเนื้อสัตว์หรือไม่
          ถาม  พระพุทธเจ้าของเราห้ามภิกษุ พุทธสาวก พุทธบริษัท ฉันหรือกินเนื้อสัตว์หรือไม่ หรือว่าห้ามกินเนื้อบางชนิดเท่านั้น

          ตอบ  พระพุทธเจ้ามิได้ทรงห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์เลย แม้พระองค์เองก็เสวยเนื้อสัตว์ที่มีผู้ปรุงถวาย แต่จะไม่เสวยและฉันเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือที่ได้เห็น ได้ยิน และที่รังเกียจกับเนื้อต้องห้าม ๑๐ อย่าง มีเนื้อมนุษย์เป็นต้น ตามที่ได้กล่าวแล้วในปัญหาข้อต้นๆ เพราะถ้าทรงห้ามแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อตามที่พระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการแล้ว
          นั่นคือ พระเทวทัตขอมิให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงอนุญาตตามที่ท่านพระเทวทัตขอ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่าภิกษุฉันปลาและเนื้อได้ หรือท่านใดไม่ฉันก็ได้ ใครพอใจอย่างใดก็ทำอย่างนั้น แม้พุทธบริษัท หรือใครก็ตาม พระองค์ก็มิได้ทรงห้ามการกินปลากินเนื้อ ทรงสอนแต่มิให้ฆ่าสัตว์เองหรือสั่งให้ผู้อื่นฆ่าเท่านั้น แต่มิได้ทรงห้ามไปถึงการกินปลากินเนื้อที่มิได้ฆ่าเอง หรือสั่งเขาฆ่าเพื่อตน เพราะการฆ่าหรือการสั่งให้เขาฆ่า ไม่ว่าจะเพื่อกินเองหรือเพื่อเอาไปทำบุญถวายพระ ก็เป็นบาปกรรมล่วงศีลข้อปาณาติบาตทั้งสิ้น
          ใน อามคันธสูตร อรรถกถาก็ได้เล่าถึงดาบสพวกหนึ่งที่ถือว่า ปลาและเนื้อเป็นกลิ่นดิบ ไม่ควรบริโภค แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปลาและเนื้อไม่ใช่กลิ่นดิบ แต่กิเลสทั้งปวงที่เป็นบาปเป็นอกุศลต่างหาก ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบ
          สรุปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงห้ามการฉันปลาและเนื้อ ทั้งพระองค์และภิกษุก็ฉันปลาและเนื้อที่เป็นกัปปิยะ คือไม่ผิดวินัยบัญญัติ เป็นของสมควรบริโภค อันได้แก่ปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม อันได้กล่าวมาแล้ว กับไม่ฉันเนื้อที่ต้องห้าม ๑๐ ชนิด เว้นจากนี้แล้วก็ฉันได้ ไม่มีข้อขัดข้องประการใด
เณร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 50 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ในความคิดผม คนกินมังสวิรัติมี 3 ประเภท
1. กินเพื่อสุขภาพ
2. กินเพราะไม่อยากเบียดเบียนสัตว์อื่น
3. กินเพราะความเชื่อจะรวย จะเฮง

ประเภทที่ 1 ก็แค่คนห่วงสุขภาพตัวเองคนนึง
ประเภทที่ 2 อันนี้น่านับถือมาก จิตใจสูงส่ง สุดยอดคน
ประเภทที่ 3 ......... ไม่พูดถึงดีกว่า
nine
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 48 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บ ช่วยแก้ไขข้อความที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา

ย่อหน้านี้ > > นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำลายของสัตว์กินเนื้อตามปกติจะเป็นกรด และไม่มีน้ำย่อยทายลินสำหรับย่อยอาหารจำพวกข้าวในขั้นต้น อีกทั้งยังมีต่อมน้ำลายเล็กๆในปาก

> > ท่อนท้ายควรเป็น “อีกทั้งยังไม่มีต่อมน้ำลายเล็กๆในปาก”

คือคิดว่าน่าจะตกคำว่า “ไม่” ไปนะครับ คือถ้าไม่แก้ตรงจุดนี้ ความหมายของเนื้อความมันจะออกมาเป็นตรงข้ามกับที่ต้องการสื่อนะครับ

นอกจากที่ชี้จุดไว้ข้างต้นนี้แล้ว ที่จุดอื่นในบทความนี้ก็มีคำพิมพ์ผิด หรือตกหล่น มากมายเหลือเกิน จนคร้านที่จะระบุตำแหน่งให้แล้วครับ
มีนา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 46 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มนุษย์เราไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ คุณจำไว้นะครับ

คุณหมอแผนกศัลยศาตร์(ทางเดินอาหาร) เคยบอกว่า เนื้อสัตว์ใหญ่ทุกอย่างที่เรากินเข้าไป จะย่อยไม่หมดในลำไส้ แล้วไปหมักหมม ตกค้าง จนทำให้กลายเป็นโรค...

คนที่ชอบกินหมู หรือกินเนื้อสัตว์ใหญ่ พึงระวังไว้

ลำไส้มนุษย์ออกแบบมาเพื่อให้ย่อยผักผลไม้ที่มีกากใย

รวมไปถึงเนื้อสัตว์เล็กๆเช่นเนื้อปลา

แต่มนุษย์เราชอบอุตริเอาแต่ความสบายเป็นที่ตั้ง เลยเสาะแสวงหาสิ่งไม่ดีมากิน
..
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 45 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เราว่าเนื้อสัตว์เป็นสิ่งเสพติด บางคนเลือกที่จะไม่เสพ บางคนเสพแล้วเลิกได้ แต่ส่วนมากเสพแล้วไม่ยอมเลิก

มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกินเนื้อสัตว์ก็อยู่ได้ เจริญเติบโตได้ แต่เนื้อสัตว์มันอร่อยไง เราเคยพยายามเลิกกินเนื้อวัวทั้งๆ ที่ชอบมาก (เลิกกินมา 20 ปีเพราะที่บ้านไม่กินกัน) สุดท้ายก็กลับมากินอีก เหตุผลเดียวเลยคือความอร่อย เราชอบสเต็กแบบ Medium ตัดใจไม่ได้จริงๆ แต่เรางดเนื้อสัตว์อื่นทุกชนิดได้นะ ไม่กินเนื้อสัตว์อื่นเลยเพราะมันไม่อร่อยเหมือนเนื้อวัวไง
ติดเนื้อ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 36 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
I definitely agree with you. Very good information.
www.naturalhealthwithdrmark.com
Dr. Mark Montri
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 33 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
CP บาปสุดในสามโลก
แต่รวยเอ๊า รวยเอา
อะไรกันนี่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 32 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
จริงๆเราไม่ต้องดูอะไรมาก รรมชาติก็แยกประเภทไว้แล้ว มนุษย์เราก็เหมือนวัว ควาย ช้างมา เป็นสัตว์กินพืช เพราะเรามีฟันที่ใช้เคี้ยวเอื้อง สัตว์กินเนื้อส่วนใหย่จ้องมีเขี้ยว หรือบางประเภทก็มีฟันที่คบมาก อย่างพวกเต่า ตะพาบ มันก็เหมือนกับปลา ที่ไม่มีฟันก็จะกินพืช ที่มีเขี้ยวก็จะกินเนื้อ มนุษย์ก็เหมือนปลาเงินปลาทอง ที่ควรจะกินพืช แต่มนุษย์เอาลูกน้ำให้กินก็เลยกินเนื้อไปด้วย
อิอิ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 31 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บางทีเราโดนโลกทุนนิยมกลืนกินไปโดยไม่รู้ตัว
ทำไมต้องเปล่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน
ทั้งๆที่มีวิธีทำให้มันใช้ได้เป็นปีๆ
ทำไมต้องขูดหินปูนทุก 6 เดือน ถ้าผมไม่มีละ
หมอฟันจะได้มีงานใช่มั้ย คิคิ
ขำขำนะครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 30 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
50:50 ได้มั้ย
มีใครมั้ยกินเนื้อ 100% ทุกมื้อ
มีใครมั้ยกินผัก 100% ทุกมื้อ
อยากอายุยืน อยากไม่มีโรค
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองจะไม่ตายทรมาน
หรืออุตส่าห์กินนั่นกินนี่แทบเป็นแทบตายเพื่ออยากอยู่ 100 ปี พออีกวันโดนรถชนตาย แบบนี้ยังไงดีละ

เอาแต่พอดีๆกันเหอะ ใครคิดได้เขาจะทำเองแหละ ไม่ต้องมาชี้นำมาก ต่างคนต่างรำคาญถึงได้เถียงกันเนี่ย
อยากมีอายุกันเท่าไร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 29 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใครอยากจะกินอะไรก็กินไปเถอะครับ
แต่ทุกปีที่ทานเจ โดยส่วนตัวสรุปได้อย่างนี้ครับ

1. ถ่ายท้องสบายและกลิ่นไม่เหม็นเน่า
2. กลิ่นปากตอนเช้าไม่ค่อยจะมี
3. แฟนบอกว่าเวลาเหงื่อออกมากๆ ไม่ค่อยเหม็น
4. ถุงเท้าไม่มีกลิ่นตุๆ
5. หน้าตาสดใสขึ้น อันนี้อาจจะรู้สึกไปเองก็ได้

แต่ผมมันกิเลสเยอะครับ ยังเลิกทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ แต่บทความที่คุณปานเทพเขียน ก็ทำให้มีความรู้สึกว่าอยากจะทานมัง มากขึ้น
อาโน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 28 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาจากลิง ลิงออกลูกมาก็เป็นลิง คนออกลูกมาก็เป็นคน ค่อยๆคิดกัน ทุกคนมีอำเภอใจและเสรีภาพครับ อย่าด่ากัน สร้างสรรแต่สิ่งที่ดีให้กันครับ เพราะทุกคนไม่ใช่คนที่ดีพร้อม ความคิดความอ่านมันไม่เท่ากันหรือเหมือนกัน แต่ที่มนุษย์จะพึงมีต่อกันได้ก็คือความรักและความเมตตากรุณา โลกใบนี้เหมือนจุดผ่าน เดี๋ยวเราก็ต้องทิ้งร่างกายของเราไว้บนโลกใบนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด โอกาสพรุ่งนี้อาจจะมาไม่ถึงเราก็ได้ รักและเข้าใจทุกคนนะจุ๊บจุ๊บ
คมในฝัก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
วิทยาศาสตร์บอกผมว่า มนุษย์ควรกินอาหารแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเด็ก เน้นโปรตีน หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องกินเนื้อสัตว์ (แต่ก็เคยเห็นบางบ้าน พ่อแม่กินเจตลอดชีวิต ลูกก็กินเหมือนกัน เขาก็ไม่เห็นป่วยอะไร ร่างกายปกติ ผิวดีอีกต่างหาก)​ ถ้าโตขึ้นควรกินเนื้อสัตว์ลดลง ยิ่งตอนแก่ไม่ควรกินเลย ดูจากคนอายุยืนทั้งหลาย ในหลายประเทศ ข้อบ่งชี้ตรงกันหมด กินอาหารไขมันและเนื้อสัตว์น้อยจะได้ไม่เป็นภาระกับร่างกาย กินผักผลไม้ให้มาก... เป็นเพราะอะไร คงไม่ต้องมาสอน
อย่าด่ากันเลย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 26 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ความในพระไตรปิฎกกล่าวถึงอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด ซึ่งเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์อีก ๓ อย่าง

เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิดนั้น ได้แก่

1 เนื้อมนุษย์
รวมทั้งเลือดมนุษย์ด้วย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฎ “

แปลความง่าย ๆ ก็คือ อาจมีคนที่มีศรัทธาแรงกล้า ยอมอุทิศตนถวายเป็นอาหารแก่พระสงฆ์ได้ การฉันเนื้อและเลือดมนุษย์ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุดในบรรดาการฉันเนื้อต้องห้ามทั้ง ๑๐ ชนิด

2 เนื้อช้าง
เนื่องจากสมัยก่อน ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาหารการกินขาดแคลน ประชาชนก็เลยพากันบริโภคเนื้อช้าง แล้วยังทำเป็นอาหารถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตอีกด้วย ผู้คนต่างถิ่นและนักบวชต่างศาสนา พากันกล่าวตำหนิติเตียนที่พระสงฆ์ฉันเนื้อช้าง เพราะช้างเป็นราชพาหนะของกษัตริย์ ความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย ห้ามฉันเนื้อช้าง

3 เนื้อม้า
สาเหตุเดียวกับช้าง คือม้าหลวงตายมาก อาหารขาดแคลน และผู้คนต่างกล่าวว่า ม้าเป็นราชพาหนะของกษัตริย์ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อพระสมณะเหล่านั้น จึงมีทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อม้า

4 เนื้อสุนัข (สุ นัขขะ แปลว่า เล็บงาม)
มีความเชื่อว่า สุนัขเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง ไม่สมควรที่สมณะจะบริโภค

5 เนื้องู
เพราะงูเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง เช่นเดียวกับสุนัข ประกอบกับพระยานาคชื่อ สุปัสสะ เข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า “ บรรดาที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส มีอยู่ มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุจำนวนน้อยบ้าง ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย โปรดอย่าฉันเนื้องู “ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสงฆ์ฉันเนื้องูตั้งแต่นั้นมา

6 เนื้อราชสีห์ (สิงโต)
พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และยังทำเป็นอาหารถวายพระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต บรรดาภิกษุที่ฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่าต่างก็ถูกฝูงราชสีห์ฆ่า เนื่องจากกลิ่นตัวของผู้ที่บริโภคเนื้อราชสีห์ จะมีกลิ่นของราชสีห์ติดอยู่ด้วย ความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อราชสีห์

7 เนื้อเสือโคร่ง

8 เนื้อเสือเหลือง

9 เนื้อหมี

10 เสือดาว เหตุผลเดียวกับเรื่องของเนื้อราชสีห์

นอกจากเนื้อสัตว์ทั้ง ๑๐ ชนิดข้างต้นนี้ พระองค์มิได้ทรงห้าม แต่ทรงห้ามเนื้อดิบ หรือเนื้อที่ยังไม่ได้ทำให้สุกด้วยไ
นอกจากนี้ ยังมีเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์อีก ๓ อย่าง ที่ทรงห้าม ดังพระพุทธดำรัสตอนหนึ่งในชีวกสูตร ว่า “ ..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....”

เนื้อไม่บริสุทธิ์ทั้ง ๓ อย่างได้แก่

๑. เนื้อที่ได้ยิน หมายความว่า ภิกษุได้ยินชาวบ้านเขาพูดกันว่าจะมีการฆ่าสัตว์ใดก็ตาม เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารถวายแก่พระภิกษุสงฆ์

๒. เนื้อที่ได้เห็น หมายถึงสัตว์ใดก็ตามที่ภิกษุสงฆ์ได้เห็นว่าเขาฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหารถวาย

๓. เนื้อที่ตนรังเกียจ หมายถึงเนื้อที่ภิกษุสงฆ์รังเกียจ ด้วยเหตุผล ๒ ประการข้างต้น รวมทั้งสัตว์ใดก็ตามที่ตนได้เอ่ยวาจาไว้แล้วว่าจะไม่ฉันเนื้อสัตว์ชนิดนั้น

เนื้อสัตว์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่ได้กำหนดจากชนิดของเนื้อสัตว์ แต่กำหนดจากพฤติกรรมและเจตนาในการฆ่า เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารถวาย หากภิกษุสงฆ์ฉัน ถือว่าละเมิดโดยตั้งใจ ก็ต้องอาบัติตามกฎระเบียบวินัยสงฆ์

จากเรื่องราวอาหารต้องห้ามทั้งหลายของภิกษุสงฆ์ จึงเกิดสุภาษิตในภายหลังว่า “ ตักบาตรอย่าถามพระ “ เนื่องจากยังมีกฎห้ามภิกษุสงฆ์เรียกร้องขอให้ฆราวาสปรุงอาหารอย่างที่ตนต้องการให้ฉันด้วย

ที่มา

1. พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒
http://84000.org/tipitaka/pitaka1/vinai05.html
2. พระวินัยปิฎก
http://84000.org/tipitaka/pitaka1/
ทำความเข้าใจกันก่อน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 22 +7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใครที่ออกความเห็นแล้วด่าคุณปานเทพ
ก็กินไปเถอะครับ หรือจะเถียงว่าคนเป็นสัตว์กินเนื้อ
และกินได้หมด ก็คิดไป
เพราะทางตะวันตกมันคิดให้คุณหมดแล้วนี่
แต่ทางตะวันออก เขารู้วิธีกินตามธรรมชาติมานาน
การกินเจ มังสวิรัติ ก็มีมาก่อนตะวันตกนานมาก
จากอินเดีย จีน ก็แพร่มาหลาย โรคมะเร็งกระเพาะ
พวกโรคหัวใจ ลำไส้ ก็พวกฝรั่งทั้งหลายนั่นล่ะ
ที่เป็นกันมากมาย เพราะการกินเนื้อมากมาย
แถมยังกินอาหารขยะอีก
แต่ทางตะวันออก ตอนที่ยังไม่กินตามฝรั่ง
สุขภาพดีกว่ามาก ไม่ค่อยเป็นโรคอ้วนกัน
ใครจะว่าอย่างไรก็ตามใจ แต่แปลกนะ
ทีคนเป็นโรคมะเร็ง หัวใจ หรือโรคร้ายต่างๆ
ก็หันมากินแต่พืชผักกัน งดเนื้อสัตว์กันทั้งนั้น
พวกที่มีแต่ด่า เวลาเป็นอะไร ก็อย่ามากินพืชผัก
หรือแม้กระทั้งฉี่ล่ะ เวลาหมดทางออกน่ะ
เห็นดูถูกกันจัง
เชิญแดรกเนื้อไปเถอะครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่กินเจ

ก็โอเคนะแต่ต้องไปซื้ออาหารมังจากโรงบาลมาตุนไว้วันเว้นวัน แต่ก่อนตอนเด็กๆที่บ้านอยู่ใก้โรงฆ่าสัตว์ได้ยินเสียงสัตว์ร้องถูกฆ่าทุกคืน พวกหมู วัวควาย เสียงโหยหวนมาก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะยังเด็ก แต่ก็แปลกเสียงสัตว์เหล่านั้นยังคงดังชัดทุกครั้งที่ได้นึกถึงช่วงเวลานั้น คงเพราะทรมานมาก พอดีได้เห็นภาพจากสื่อที่นำเสนอมีการฆ่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เพื่อนำมาเป็นอาหาร ก็เลยตั้งจิตว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์อีก ไม่ได้อะไรกับคนที่ยังกินอยู่นะ แต่แค่เห็นด้วยกับบทความ ...
เปรตกตัญญู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่รู้ทำไมคนไทยส่วนนึงถึงชอบกินกันปิ้งย่าง หมูกระทะ

คำตอบคือ ความงก

หมูกระทะ หัวละ ไม่เท่าไหร่ แต่กินได้ไม่อั้น บุฟเฟต์ป้ิงย่างกากๆมีดาดดื่น 299 คนไทยจำนวนมากชอบ

สุขภาพไม่เคยกลัว ขอให้ได้กลับมาบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่า ไม่กินนั่นนี่มา คุ้มมาก กินจนท้องเกือบแตก

นี่คือความสุขแบบไทยๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า มีผลต่อสุขภาพตัวเองแค่ไหน

ถ้าไปทานมื้อเย็็น กลับมาบ้าน บอกได้เลย นอนหลับไม่สนิท หรือไม่ก็ต้องนอนแบบทรมานหน่อยๆ เพราะในกระเพาะเต็มไปด้วยเนื้อย่างไหม้เกรียม

ผงชูรสจำนวนมากที่อยู่ในน้ำจิ้ม ก็จะเพิ่มอาการกระหายน้ำซ้ำเข้าไปอีก

แต่คนจำนวนมาก ก็ยังหลงไหล อาหารประเภทบุฟเฟต์ปิ้งย่าง โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะคิดอย่างเดียว ขอให้คุ้มๆๆๆๆๆๆ
เลิกกินปิ้งย่างมานานแล้ว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 +20 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยและขอเพิ่มเติมสั้นๆว่าถ้าเราเลิกกินเนื้อสัตว์ได้โลกอาจน่าอยู่มากกว่านี้หลายเท่านักเพราะสัญชาตญาณดิบที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มรู้จักการไล่ล่าสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารนั้นมันโดนฝังลงไปในตัวมนุษย์ทุกผู้คนจนมันนําพาของการเบียดเบียนเข่นฆ๋าฟันช่วงชิงกันจนติดตัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไปในวันนี้

Food Inc. ก็เป็นหนังที่สะท้อนมาถึงยุคปัจจุบันว่ามนุษย์ได้ถูกปฎิบัติกลายเป็นสัตว์บ้างจากเงื้อมมือมนุษย์ด้วยกันเองนั้นก็คือการถูกไล่ล่าและควบคุมจากระบบของทุน
paulla2
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 +34 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอบความเห็นที่ 10 คุณแพรวา

1. ลิงทุกชนิดส่วนใหญ่กินผลไม้เป็นหลักครับ น้อยมากที่ลิงจะนึกพิเรนจะกินเนื้อสัตว์ และประการถัดมาลิงมีเขี้ยวที่ยาวกว่ามนุษย์ ถ้าดูมนุษย์โบราณก็ไม่ได้มีเขี้ยวเหมือนลิง ไม่สามารถเปรียบเทียบในเชิงโครงสี้างฟันได้

2. ถ้ามนุษย์มีเขี้ยว(ซึ่งผมเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่มีและถึงมีก็ไม่มีความสามารถที่จะเขี้ยวเนื้อสัตว์ให้ขาดแล้วกลืนกินเองโดยปราศจากอาวุธหรือความร้อนได้ง่ายๆ) แต่ถ้ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีเขี้ยวจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องใข้อาวุธหรือมีดเลย

3. มนุษย์มี 2 ขา ต้องเอาไว้วิ่งแน่นอน แต่ไม่ได้แปลว่ามีไว้เพื่อไล่ล่าสัตว์ เพราะถ้าทำอย่างนั้นมนุษย์คงไม่ประดิษฐ์อาวุธขึ้นมา ย่อมแสดงว่ามนุษย์ไม่มีความสามาีถในการล่าสัตว์ด้วยกายภาพของตัวเองได้เลย

4. ตาของมนุษย์แม้จะมีมองไปข้างหน้าแต่ไม่สามารถสรุปได้ว่ามีไว้เพื่อล่าสัตว์ และมนุษย์เป็นสัตว์มีสองขา และสามารถพลิกตัวหันหลังได้ดีกว่าสัตว์ 4 เท้า ประเด็นนี้จึงยังฟังไม่ได้ เพราะถ้ามนุษย์เพียงแค่ไม่มีอาวุธ และไม่ใช้ไฟ หรือเครื่องเทศ ให้ลองจินตนาการว่าคุณจะล่าสัตว์และเคี้ยวกลืนกินสัตว์ได้ด้วยตัวเองกี่ประเภท? ถ้าไม่ใช้เครื่องทุนแรงมนุษย์มีนิ้วะมือที่เหมาะสำหรับเด็ดใบไม้และผลไม้กินเท่านั้น

5. เทียบกับวัวคงไม่ได้ เพราะวัวกินหญ้าเป็นลักษณะเฉพาะที่มนุษย์ไม่กิน แต่ถ้าคุณลองเปรียบเทียบกับมนุษย์ที่มีลำไส้ยาวมาก ถ้าเอาซากพืช และซากสัตว์มาวางเอาไว้ เปรียบเทียบซากสัตว์จะเน่าเหม็นก่อนแน่นอน มนุษย์ที่ลำไส้ยาวเมื่อกินเนื้อสัตว์มากจึงเกิดโรคมาก ดังนั้นงานวิจัยทางการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากจึงพบว่าการกินเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดโรคร้ายของมนุษย์มากมาย และในทางตรงกันข้ามไม่มีงานวิจัยบอกว่ากินพืชแล้วมนุษย์จะเป็นโรคร้ายมาก มีแต่บอกว่าถ้ากินพืช ผัก ผลไม้มาก จะเป็นโรคร้ายน้อยลง

6. การก่อไฟของมนุษย์เพื่อเปลี่ยนรูปเนื้อสัตว์ ยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถในกินเนื้อสัตว์ด้วยการภาพของตัวเองได้ ยิ่งเห็นภาพในถ้ำว่ามนุษย์มีแต่ล่าสัตว์ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ต้องล่าด้วยอาวุธและรุมกันล่าเท่านั้น ไม่มีความสามารถทางกายภาพที่จะล่าด้วยกายภาพของตนเองเช่นกัน

7. ความจริงในพืชมีโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อมนุษย์เช่นกัน การที่คุณยอมรับว่ามนุษย์ต้องกินของดองจึงจะไม่ขาดวิตามินบี 12 ย่อมแสดงว่า เราไม่จำเป็นต้องได้วิตามินบี 12 จากเนื้อสัตว์ครับ

8. คนเราอาจไม่ฆ่าสัตว์ กินเนื้อสัตว์มาก และเป็นไม่โรคจากการบริโคเนื้อสัตว์มากขนาดนี้หากรู้ตัวเองว่ามนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อสัตว์ และเหมะกับการกินพืชมากกว่า

ตัวอย่างจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ของศาสนาคริสต์ เล่มที่ ๑ ปฐมกาล ๑:๒๘(GENESIS 1:29) "พระเจ้าตรัสกับมนุษย์คู่แรกที่ชื่อ อดัมและอีฟว่า 

"เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิด ที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า"
ขอโต้แย้งอย่างอารยะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเห็นด้วยนะ ที่จะไม่กินเนื้อ หันมากินผักแทน
แต่ยังไงก็แล้วแต่
ก่อนจะกินผัก ขอแดรกฮ่า เนื้อไอ้เฮี้ยแม้วดูไบ!
ซะหน่อยเถอะ
หยอง ลูกหยี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 12 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เลิกละเมิดชีวิตผุ้อื่นแล้วหันไปทานมังสะวิรัต หรือ ทานเจ กันดีกว่าครับ
จะพยายามนะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ว่ามนุษย์กินทั้งพืชและสัตว์ ยังจะยัดเยียดรสนิยมตัวเองให้คนอื่นอยู่ได้

ถ้ามนุษย์วิวัฒนาการจากลิง ก็อ้างวิทยาศาสตร์ได้ว่าลิงทุกชนิดก็กินทั้งพืช แมลงและสัตว์

คนก็มีเขี้ยวไว้ฉีกเนื้อ มีแต่คนทำฟันเท่านั้นแหล่ะที่ขอบฟันจะตรงหมด

คนวิ่ง 2 ขาได้เพราะช่วยให้ล่าสัตว์ได้ง่ายขึ้น ขาวิ่งไป มือก็จับอาวุธไป

คนมีดวงตาส่องไปทางข้างหน้าเหมือนสัตว์ล่าเนื้อด้วยซ้ำ เพราะต้องจ้องเหยื่อ แต่สัตว์กินพืชตาส่องเน้นไปด้านข้างจนถึงด้านหลัง เพื่อระวังภัย

คนมีกระเพาะช่วงเดียว แต่ลำไส้ยาว เพื่อย่อยเนื้อที่ต้องใช้เวลาช่วงดูดซึมนานต่างหาก แต่สัตว์กินพืชเช่นวัว มีกระเพาะ 2 ช่วงเพื่อย่อยไฟเบอร์และสะสมแบคทีเรีย

คนก่อไฟเพื่อความอบอุ่นและปรุงเนื้อที่เคี้ยวยากให้เคี้ยวง่ายขึ้น ไม่มีหรอกตามผนังถ้ำที่มีรูปว่าก่อไฟปรุงผัก

ภาพเก่าแก่ที่สุดบนผนังถ้ำก็ฉากกาล่าสัตว์ ล่ากระทิงกันเป็นกลุ่ม ยังไม่เคยเจอภาพปลูกผัก หรือไปเก็บผักบุ้งที่ไหน

คนกินมังสาวิรัตก็จะขาดวิตามิน B12 นอกจากจะกินของดอง เพราะแบคทีเรียผลิตให้แทนเนื้อสัตว์ได้

ถ้าคนเรากินแต่ผัก เผลอๆคงไม่วิวัฒนาการมาได้ขนาดนี้หรอก ชอบเอาวิทยาศาสตร์มาอ้างเข้าข้างตัวเอง น่าเบื่อ
แพรวา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอ่อ คนเขียนรู้ใช่มั้ยครับว่าที่ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ได้ โดยเฉพาะในวัยเด็ก เพราะเราขาดกรดอะมิโนจำเป็นไม่ได้ อันนี้รู้ใช่ไหมครับ?? พืชมีประโยชน์มากกว่าก็จริง แต่กรดอะมิโนจำเป็นมันไม่ครบเหมือนเนื้อสัตว์นะครับ ถ้ากินมังสวิรัติซึ่งสามารถกินไข่และกินนมได้ อันนี้ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ แต่กินเจเนี่ยละ ที่หากกินทุกวัน ปัญหาจากการขาดกรดอะมิโนแน่นอนครับ ผมเห็นเขียนว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมเนื้อหามันค่อนไปทางๆปรัชญาชอบกลครับ? ไม่มีการพูดถึงกรดอะมิโนเลย
ทางวิทยาศาสตร์???
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ล้านปีที่แล้ว คนกินอะไร แสนปีที่ผ่านมา มนุษย์ กินอะไร
และสามพันปีที่แล้วก่อนพุทธกาล มนุษย์กินอะไร
อินเดียเป็น มังสะวิรัติ. จีนเป็นเจ ฝรั่งเป็นแมคโครไบโอติค
ไทยเป็นผสมอะไรมาว่าดีแห่ตามกันไป ก็มิได้ว่าคนไม่กินเนื้อ
แต่ธรรมชาติสร้างความสมดุลย์มา การหาอาหารบางทีก็กลายเป็น
การจัดเตรียมสิ่งที่เป็นอาหารเพื่อลดความวิบัติ เพียงความพอดี
ไม่เกินจนล้นเสียของ

ศาสนาสอนมิให้ภิกษุ กินเนื้อสัตว์สิบชนิด. เช่น ช้าง เสือ งู ฯ ......อาจารย์ผมสอนให้
กินสิ่งที่เป็นอาหารที่มิได้เจาะจง การฆ่า ที่มิได้มาด้วยความไม่สุจริต
ที่ไม่ทำมาด้วยความสนุกคะนองล่าเพราะความอยาก แต่ให้กินเพื่อลดความหิว เพื่อประทังชีวิต กินพออิ่ม ก็ไม่เห็นท่านว่ากินเนื้อสัตว์ผิดตรงไหน ท่านก็ 94 ตอน มรณภาพ หลายคนบอกท่านเป็นอริยสงฆ์ ชั้น
อนาคามี ซึ่งเกือบหรืออาจะเป็นพระอรหันต์ แล้ว
ช้างม้าวัวควายเอาไว้ทำงาน หมูเห็ดเป็ดไก่ ไว้เป็นอาหาร นกหนูปูนา
เป็นโปรตีนคนจน และเป็นศัตรูพืช ทุกอย่างมีสมดุลย์ของมันครับ ม่ายงั้น
ล้นโลก ใครจะมาเป็นเทศบาลละทีนี้ เสียของอีกต่างหาก
ใช้ชีวิตที่มีสติ ไม่เบียดเบียนกัน นั่นแหละดี
เณร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +19 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พยายามกินมังสวิรัติอยู่เหมือนกันค่ะ

เริ่มจากเลิกกินเนื้อวัว ประกอบกับเวลาเดินทางมักจะเห็นรถขนสัตว์ไปโรงเชือด

เห็นบ่อยมาก เห็นแล้วกินไม่ลงเลยค่ะ พอจะกินก็นึกถึงหน้าหมู พวกนั้น

กินแล้วรู้สึกดี ทั้งกายทั้งใจค่ะ ชวนคนรอบข้างกินอยู่เหมือนกัน แต่ดูจะยาก

ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่พอมาที่ทำงานเห็นเพื่อนๆกินมังฯเยอะเหมือนกันเดี๋ยวนี้
ขึ้นความเห็นให้ด้วยค่ะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยครับ กินผักดีกว่ากินเนื้อหลายเท่า
ต่อไปจะเลิกกินเนื้อแล้วครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014